ไม่หนุนหัว...ไม่ต้องกลัว “ไหลตาย...”

บทความโดย...ประจวบ ผลิตผลการพิมพ์
http://prempapatblong.exteen.com/

ใครๆก็มักจะบอกกันว่า...เด็กวัย 3เดือนนั้นเลี้ยงง่ายที่สุด
เพราะวันและคืนของเขาจะหมดไปกับการ “นอน”เป็นส่วนใหญ่
ซึ่งมักทำให้คุณพ่อคุณแม่สบายใจ ที่นอกจากจะได้เห็นลูกรักนอนสบายหลับสนิท
คุณแม่เองก็ยังจะได้มีเวลาพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูสุขภาพ
และเตรียมรับมือกับลูกน้อย ที่กำลังจะเติบโตสู่วัยซนในเวลาต่อมา
  
แต่จะมีใครสักกี่คนที่ตระหนักว่า...แม้แต่ “การนอน”ของลูกน้อย
หากว่าเราตั้งตนอยู่บนความประมาท หรือขาดการเอาใจใส่
ก็อาจนำมาซึ่งความสูญเสีย...อย่างคาดไม่ถึง !!!

ดังเช่นที่บ้านเรา เคยเป็นข่าวฮือฮาน่าตกตะลึง ที่มีคนนอนหลับ
แล้วจู่ๆก็เสียชีวิตอย่างกะทันหัน กระทั่งสื่อหนังสือพิมพ์พากันเรียกว่า...

 “โรคไหลตาย”
 
ซึ่งภาวะไหลตายนี้ ก็คล้ายกับกรณี  Cot Death อันเป็นคำที่ฝรั่งเขาใช้เรียก
เด็กซึ่งตายคาที่นอนอย่างกะทันหัน

ภาวะไหลตายหรือ Cot Death อันน่าฉงนดังกล่าว
นำมาสู่การศึกษาวิจัยในต่างประเทศ กระทั่งมีการบัญญัติศัพท์ทางวิชาการว่า
Sudden Infant Death Syndrome(SIDS) ซึ่งเชื่อว่า การเสียชีวิตของทารกน้อย
(0- 1ขวบ...ซึ่งพบภาวะนี้บ่อย ในวัย 2 -3 เดือน) หลังจากการหลับปุ๋ยนี้
เกิดจากระบบควบคุมการหายใจทำงานอย่างผิดปกติ มีการปิดกั้นอุดตันทางเดินหลอดลม
กระทั่งหายใจไม่ออก 

โดยมักเกิดจากท่านอนที่ไม่เหมาะสม 
พบว่า ท่านอนที่ทำให้ทารกต้องเสี่ยงต่อภาวะไหลตายก็คือ...
การนอนคว่ำหน้า(Prone position) ที่พบว่า
เป็นสาเหตุให้ทารกต้องเสียชีวิตด้วยอาการ SIDS มากกว่าเหตุอื่นถึง 18 เท่า
  
การนอนคว่ำหน้า จะเกิดการกดทับทำให้การหายใจเป็นไปอย่างลำบาก
ขาดอากาศไหลเวียน ซ้ำอากาศที่เหลือเพียงน้อยนิดนั้น
ยังเป็นอากาศที่เกิดจากการหายใจออกของเด็กเอง
ระดับออกซิเจนจึงอยู่ในระดับต่ำ (ตรงข้ามกับระดับ คาร์บอนไดออกไซด์ที่มากขึ้น..มากขึ้น)

ยิ่งประกอบกับการนอนคว่ำหน้าอยู่บนหมอน
หรือที่นอนหนาและอ่อนยวบ ก็ยิ่งจะปิดกั้นการหายใจของทารก
กระทั่งต้องเสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจ

โดยเฉพาะเด็กในวัยยังไม่เกิน 4 เดือน หากนอนคว่ำหน้าถือว่าเป็นการเสี่ยง
เพราะกล้ามเนื้อคอของเขายังไม่แข็งแรงพอที่จะยกศีรษะ
หรือเปลี่ยนท่าไปมาได้  แถมตะแคงหรือพลิกตัวก็ยังไม่เป็น 
ดังนั้นทั้งปากและจมูกจึงต้องจมลงไปในหมอน หรือบนเตียงหนานุ่มที่อุดปากอุดจมูก...

การป้องกันนั้น ทำได้ไม่ยากเลยครับ ก็โดยการงดหนุนหมอนอย่างเด็ดขาด 
ซึ่งจริงๆแล้วเด็กวัยไม่เกิน 2 ขวบยังไม่ต้องนอนหนุนหมอนหรอกนะครับ 
หรือแม้แต่เด็กที่อายุมากกว่านั้น หากไม่ชอบหนุนหมอนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่หากเด็กวัยเกิน 4 เดือนชอบและอยากหนุน
เราก็อาจใช้หมอนหรือผ้าช่วยหนุนใต้ที่นอน(เพื่อยกที่นอนช่วงศีรษะให้สูงขึ้นอีกนิด)ก็ได้ครับ

ส่วนการนำผ้าห่ม ผ้าขนหนู หรือผ้าอ้อม...ฯลฯ..พับทบกันให้ทารกน้อยหนุนแทนหมอน
ก็ไม่ควรครับ เพราะมีโอกาสที่ลูกวัยแบเบาะจะขยำขยุ้มผ้าผืนนั้น
จนขยุกขยุยแล้วไปปิดปากปิดจมูกจนหายใจไม่ออกอีกเช่นกัน

ผู้ใหญ่บางท่านอาจเสียดายหมอนหลุม ที่เสียเงินซื้อมาแล้ว
หรือได้รับเป็นของขวัญมา  ประกอบกับเชื่อ(ตามคำโฆษณา)ว่า...
จะทำให้ลูกหัวทุยสวย ซึ่งนอกจากจะไม่จริงอย่างคำคุยแล้ว
ขอบอันหนานุ่มของหมอนหลุมยังปิดกั้นการขยับศีรษะ และอาจปิดจมูกปิดปากของลูกได้

สำหรับท่านอนที่ปลอดภัยของลูกน้อยนั้น นักวิจัยต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ... 
“ท่านอนหงาย”ครับผม...  
โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาถึงกับมีการรณงค์ให้เด็กทารกนอนหงาย
ที่เรียกกันว่า โครงการBack to sleep โดยริเริ่มมาตั้งแต่ปี 1992 ซึ่งปรากฏว่าได้ผลดีมาก
เพราะ นับตั้งแต่บัดนั้น ตัวเลขของทารกที่ตายด้วยโรค SIDS ลดลงถึง 50 %

หรือ บางท่านก็เห็นด้วยกับการให้ลูกนอนหงาย แต่เพื่อความสะดวกสบายของตนเอง
ที่ไม่ต้องเมื่อยมือเมื่อป้อนนมขวดแก่ลูก...
โดยเอาหมอนใบเล็กๆมาวางแหมะบนหน้าอกของลูก (วางหมอนใต้ขวดนม)
แล้วให้ดูดจุ๊บๆไปตามสบาย
 
หากบ้านใดยังใช้วิธีนี้อยู่ ก็โปรดเลิกปฏิบัติเถิดนะครับ
เพราะช่างเสี่ยงต่อการที่น้ำนมจะไหลพรวดๆเข้าสู่หลอดลม
จนทำให้ลูกสำลัก แล้วขาดอากาศหายใจ....อันตรายครับ...อันตราย....

มาถึงตรงนี้  คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจรู้สึกขัดใจขึ้นมาบ้าง
ด้วยเชื่อว่าการนอนหงายจะทำให้ลูก “หัวแบน”ไม่ทุยสวยดังเช่นเป็นที่นิยมในยุคนี้
บางท่านจึงจับลูกให้นอนตะแคง หรือ ยังพึงใจให้ลูกนอนคว่ำอยู่อย่างนั้น
แต่คอยนั่งเฝ้าอยู่ ซึ่งก็ไม่ว่ากันหรอกครับ เพียงแต่ขอให้ต้องเฝ้าดูแลอย่างให้คลาดสายตา
อย่าเผลองีบหลับสัปหงก หรือลุกขึ้นไปไหนต่อไปจนหลงลืม
เพราะ...แม้แต่การนอนตะแคงลูกก็ยังอาจเปลี่ยนมาเป็นนอนคว่ำหน้าได้เช่นกัน
(บางท่านก็ใช้วิธีให้นอนหงายแต่จับศีรษะตะแคง)

แต่ถึงยังไงก็ยังขอสรุปว่า
ท่านอนที่ปลอดภัยสำหรับลูกวัยทารกก็คือ ท่านอนหงาย...
โดยไม่ต้องใช้หมอน เมื่อไม่ต้องใช้หมอน บนเบาะที่ลูกนอนก็ไม่ควรจะต้องวางหมอนอิง,
หมอนข้าง  โดยเฉพาะไม่ควรมีหมอนข้างประเภทที่สวมปลอกผ้าแล้วมีเชือกรูด 
เพราะนั่นน่าจะถือได้ว่า เป็นสินค้าอันตรายสำหรับเด็กทารกไปแล้ว
หลังจากข่าวเด็กวัย 10 เดือนนอนดิ้น
กระทั่งศีรษะน้อยๆมุดเข้าไปในวงห่วงของเชือกรูด แล้วพันรัดคอจนเสียชีวิต
ที่แม้แต่คุณแม่ที่นอนข้างๆก็ไม่รู้ กระทั่งคุณพ่อเดินเข้ามาหอมแก้มลูก
แล้วพบว่าแก้มของลูกเย็นชืดผิดปกติ จึงได้เพิ่งรู้ว่า ลูกน้อยสิ้นใจแล้ว
เพราะเชือกรัดหมอนข้าง รัดคอจนแน่น และขาดอากาศหายใจ...

จะเห็นได้ว่า “เบาะ”ที่จะให้ลูกอ่อนนอนนั้น จึงควรมีความแข็งและแน่นกำลังดี
ไม่หนาและอ่อนยวบ แล้วก็ควรแยกต่างหากจากที่นอน (เบาะหรือเตียง)
ผู้ใหญ่และเด็กโตราวๆ 1เมตร  เพราะว่า....
 
1... เพื่อมีระยะที่กว้างพอ(สำหรับเด็กทารกวัยไม่เกิน 6 เดือน
ควรมีช่องว่างไม่เกิน 6 ซ.ม.  เพราะหากเกินกว่านี้ ตัวเด็กจะรอด แต่หัวเด็กจะรอดไม่ได้
ส่วนเด็กวัย 6 เดือนขึ้นไป ก็ควรมีช่องว่างไม่เกิน 9 ซ.ม. เพราะหากเกินกว่านี้
ตัวของเด็กจะรอด แต่หัวเด็กจะติด) เพื่อป้องกันไม่ให้ศีรษะ
หรือตัวของทารกน้อยตกลงไปในช่องว่างนั้น และติดค้างอยู่

2...  เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใหญ่ และเด็กโตเผลอนอนทับเด็กอ่อนจนเสียชีวิต
ข้อนี้ดูเหมือนว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่เหตุร้ายนี้ได้เคยเกิดขึ้นแล้ว
หลายครั้งหลายหน ในหลายแห่งทั่วโลก( แม้แต่ในไทยแลนด์ของเขา 
ดังที่เป็นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ เมื่อปี2549 ที่ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี)

กระทั่งงานวิจัยของต่างประเทศ ยังได้ระบุไว้เลยว่า
ไม่ควรให้เด็กวัยต่ำกว่า2 ขวบ นอนเตียงเดียวกับผู้ใหญ่ หรือเด็กโต
เด็กโตนั้น พอเข้าใจว่า เขามักจะหลับง่ายแต่ปลุกยาก
โดยมากก็มักจะนอนขี้เซา แถมชอบละเมอสะบัดแข้งขาเตะถีบไปทั่วเตียง
จนน่าห่วงว่านอกจากน้องอาจโดนทับจนแบนแต๊ดแต๋แล้ว ยังอาจโดนถีบจนตัวลอยอย่างไม่รู้สึกตัว
 
ส่วนพ่อแม่ที่เผลอนอนทับลูกจนเสียชีวิตนั้น มีหลายสาเหตุ 
ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วก็เช่น ... ผู้ใหญ่เมาเหล้า,เมายา(ทั้งยาแก้หวัด ,ยากล่อมประสาท,ยาทำให้ง่วง
แม้แต่ยาเสพติดทั้งหลาย, กระทั่งเพราะความอ้วนแถมชอบนอนขี้เซาอีกต่างหาก

คำแนะนำข้างต้นอาจไม่โดนใจ คุณพ่อคุณแม่ ที่หวังจะนอนใกล้แนบชิดลูกน้อยวัยแรกคลอด 
แต่หากเห็นถึงอันตรายที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ก็ย่อมจะคำนึงถึงความปลอดภัย
และใกล้ชิดลูกในวัยทารกในขณะที่มีสติ และไม่ได้หลับใหลไร้สัมปัญชัญญะใดๆ........


www.csip.org
www.thaisafeplay.com
http://adisak.blog.mthai.com
http://adisak-channels.blog.mthai.com