 ปลอดภัยไหม ?...ปิดเทอมใหญ่ พาลูกไปออฟฟิศ.... บทความโดย...ประจวบ ผลิตผลการพิมพ์
เผลอแป๊บเดียว...ลูกๆปิดเทอมใหญ่กันอีกแล้ว... ทันทีที่เวลานั้นจวนจะมาถึง ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และคุณลูกเกิดความรู้สึกทั้งดีใจและกังวลใจ !
ดีใจที่ได้ไปไปเที่ยวกันอย่างพร้อมหน้า เพราะคุณพ่อคุณแม่ก็เขียนใบลาหยุดพักร้อนไว้ล่วงหน้าแล้ว โปรแกรมท่องเที่ยว(เที่ยวเมืองไทย กู้ภัยเศรษฐกิจ) ก็เตรียมการไว้แล้ว แต่ที่กังวลก็คือ...แล้วหลังจากนั้นล่ะ ? ใครจะดูแลลูกในขณะที่พ่อแม่ต้องเข้าออฟฟิศทำงานกันเช้าจรดเย็น?...
บ้านใดที่มีคุณปู่-ย่า-ตา-ยายเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรก็คือความโชคดีมหาศาล แต่ในสภาพ ครอบครัวเดี่ยว(อยู่กันแต่ พ่อ แม่ ลูก) อันกลายเป็นสิ่งปกติในสังคมวันนี้ล่ะครับ...จะทำอย่างไรดี ?
การแก้ปัญหานี้ด้วยการ...ส่งให้ลูกไปกวดวิชาเช้าจรดเย็น- จ้างคน(แปลกหน้า) มาเฝ้าบ้านและเฝ้าลูก หรือ แม้แต่ปล่อยให้ลูกอยู่กันเอง ให้เจ้าคนโตดูแลน้องกลาง และน้องเล็กตัวน้อยๆ...ทั้งหมดนี้ช่างเป็นหนทางที่เพิ่มความกังวลห่วงใย แก่คุณพ่อคุณแม่ให้มากยิ่งขึ้นไปอีก (อาจมียกเว้นสำหรับพ่อแม่บางท่าน)

หลายๆท่านจึงแก้ปัญหาโดยการ พาลูกๆไปที่ออฟฟิศด้วยกันซะเลยดีกว่า ซึ่งเป็นไอเดียที่อบอุ่นมากครับ ครอบครัวของเราจะได้เข้าใจและใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น เพียงแต่ว่า หากเลือกหนทางนี้ก็ไม่ควรลืมกลยุทธ์เพื่อความปลอดภัยด้วยก็แล้วกันครับ เพราะว่า...บ้านเราอาจไม่ค่อยมีการเผยแพร่นะครับว่า วันที่28 เมษายน ของทุกปีนั้น เป็น วัน แห่งความปลอดภัยและสุขอนามัยในที่ทำงาน (ประกาศโดย องค์การแรงงานระหว่างประเทศ ที่ให้ความสำคํญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ หลังจากมีสถิติจากทั่วโลกว่า มีผู้เสียชีวิตราว 5,000 คนจากอุบัติเหตุในที่ทำงาน และมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นในที่ทำงาน 270 ล้านครั้งต่อปี ส่วนในไทยแลนด์แดนสไมล์ของชาวเรานั้น ท่าน ดร.ทะสึโยชิ คาวาคามิ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัย องค์การแรงงานระหว่างประเทศ ประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออก ได้ให้ข้อมูลว่า ในทุกๆ วัน จะมีผู้เสียชีวิต 2 คน และเกือบ 600 คน ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุในที่ทำงาน ...นั่นหมายถึงตัวเลขของผู้ใหญ่วัยทำงานเท่านั้นนะครับ ไม่ได้รวมถึงเด็กๆ(ซึ่งมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่) ที่คุณพ่อคุณแม่พาไปอยู่ในออฟฟิศ
อุบัติเหตุใด มักเกิดกับเด็กๆที่อยู่ในออฟฟิศ ...
*การพลัดตกหกล้ม เป็นอุบัติเหตุ ที่ควรระวังไว้ให้มาก เพราะขนาดผู้ใหญ่ในออฟฟิศ ยังพลั้งพลาดสะดุดล้มเป็นประจำ กระทั่งกลายเป็นความเคยชินไปเลย
แต่เมื่อมีเด็กมาอยู่ร่วมชายคาด้วยกัน ก็จะต้องกำจัดจุดเสี่ยง เช่น ตรงรอยต่อของพรมปูพื้นที่มักไม่เรียบ แต่มีปลายพรมโผล่ขึ้นมาเสมอ ซึ่งต้องจัดการทากาวยางแปะติดให้เรียบร้อย ตัวการที่อาจทำให้เด็กๆทั้งสะดุดล้ม แถมอาจโดนไฟช๊อตไฟดูดก็คือ บรรดาสายไฟห้อยไว้ ระเกะระกะ หรือเลื้อยยั้วเยี้ยอยู่ตามพื้นพรมนั่นแหละ (โดยมากก็ไม่ได้ติดเทปพันสายไฟซะด้วย) แถมสารพัดปลั๊กที่ต่อเต้าเสียบจนเต็มอัตรา
*ระวัง...ลิฟต์ สอนลูกว่าลิฟต์นั้น เขาใช้เพื่อเป็นสิ่งอำนวยความสะดวก มีไว้ใช้งาน เพื่อให้คนเดินขึ้นหรือลงหลายๆชั้นจะได้ไม่เมื่อย

ดังนั้น มันย่อมไม่ใช่เครื่องเล่นในสวนสนุก ที่ขึ้นๆลงๆด้วยความสะใจ และปุ่มในลิฟต์ก็ไม่ใช่ปุ่มคีย์บอร์ดของเกมออนไลน์ ที่พอเข้ามาในลิฟต์ปั๊บก็กดปุ่มปุ๊บ แล้วก็กดๆๆๆๆ กดทุกเบอร์ทุกปุ่มที่มี ด้วยความมันส์ เพราะนั่นอาจสร้างความเดือดร้อนและอันตรายให้กับคนส่วนใหญ่และตนเอง ถ้าลิฟต์ค้าง หรือ เกิดร่วงลงมา และหาก ลิฟต์ในออฟฟิศเป็นแบบรุ่นมีสองประตู (คือประตูหน้า และประตูหลัง) ที่โดยมากเป็นรุ่นโบร่ำโบราณ เด็กๆหลายคนอาจไม่เคยพบเห็นมาก่อนในชีวิต นั่นยิ่งต้องระวัง
เพราะอาจทำให้เด็กๆที่ยืนพิงผนังลิฟต์ถึงกับล้ม หรือ ร่วงจากลิฟต์ลงมา! ดังนั้นวิธีสังเกดก็คือ ให้มองดูผนังด้านหลังด้วย หากมันเป้นอีกประตู ก็จะมีเส้นแบ่งครึ่งที่ประตูลิฟต์ แต่ทางที่ดีหากลูกยังเป็นเด็กเล็กอยู่ก็ควรห้ามลูกขึ้นลงลิฟต์โดยลำพัง (ถ้าจำเป็นต้องใช้ลิฟต์ก็ให้ไปพร้อมกับคุณพ่อหรือคุณแม่เสมอ
หรือแม้แต่ให้ลูกใช้บันไดขึ้นลงแทน ก็ใช่ว่าจะไม่ดูแลกันเลย บันไดออฟฟิศหลายๆแห่งก็ขัดจนวาววับ และมันแผล็บทีเดียว แม้แต่ พนักงานสาว ๆ ที่ใส่รองเท้าส้นสูงยังสะดุดล้ม จนส้นหักแถมขาหักในบางราย ดังนั้นถ้าลูกโตแล้วก็ชี้ให้เขาดูว่ามันลื่นขนาดไหน และเตือนลูกว่าอย่าวิ่ง และเดินให้ระวัง แต่หากลูกยังเล็กก็จูงเขาขึ้นลงบันไดเลยดีกว่าครับ

*สอนลูกว่าไม่ควรวิ่งเล่นในออฟฟิศ เพราะความคับแคบหรือพลุกพล่านของผู้คนที่เดินกันขวักไขว่ จึงอาจการถูกชน ยิ่งบางคนกำลังถือแฟ้มเอกสารอันหนาหนัก ถือถ้วยกาแฟ ,ถาดอาหาร แม้แต่บรรดาช่างที่ถือบันไดเหล็ก หรืออุปกรณ์ต่างๆ หากลูกวิ่งเล่นหรือวิ่งไล่กัน ก็มีโอกาสจะชนกับผู้คนหรือสิ่งของ หากอยากวิ่งเล่น ให้รอช่วงพัก หรือหลังเลิกงาน คุณพ่อคุณแม่จะพาลงไปเล่นที่สนามเอง

*ระวังเก้าอี้ออฟฟิศ เด็กๆพอเข้าไปในห้องทำงานของคุณพ่อคุณแม่ชอบนักที่จะ ตรงไปยังเก้าอี้ทำงาน (ซึ่งโดยมากจะเป็นเก้าอี้หมุน) ชอบกันนักเชียวที่จะนั่งแล้ว หมุนๆๆๆเหมือนเครื่องเล่นในสวนสนุก แถมใช้เท้าดันโต๊ะทำงาน เพื่อให้เก้าอี้ถอยกรูดไปข้างหลังทำให้ไหลลื่นไปอย่างแรงกระทั่งเกิดพลิกคว่ำขมำหงาย หัวร้างข้างแตกอยู่เสมอ
เจ้าหนูจอมซนบางคนก็ชอบดันเบาะให้ เอนไปข้างหลังมากๆ จนเกิดการหงายหลัง หัวและหลังกระแทกพื้น ยังมีเรื่อง ที่ต้องบอกลูกไว้ก่อนก็คือ บรรดาตู้,โต๊ะหรือเก้าอี้ ในออฟฟิศนั้นมักจะมี ล้อ ดังนั้นนอกจากจะห้ามปีน ห้ามขึ้นไปยืนแล้ว ยามที่ลูกๆจะหยิบอะไรจากตู้ ก็ควรบอกผู้ใหญ่หยิบให้น่าจะปลอดภัยกว่า การที่ลูกจะเขย่งหรือพยายามปีนซึ่งเสี่ยงต่อการที่ตู้อาจล้มโครมลงมาทับได้

*ระวัง...อุปกรณ์สำนักงาน เป็นธรรมดาที่บนโต๊ะทำงานมักจะเกลื่อนกล่นไปด้วยสิ่งละอันพันละน้อย ไม่ว่าจะเป็นคลิปหนีบกระดาษ, แม๊กเย็บกระดาษ, คัตเตอร์พร้อมใบมีด , กรรไกร ฯลฯ
ดังนั้น ก่อนที่เจ้าจอมซนจะมาเยือน ก็ควรเก็บเข้าที่ให้เรียบวุธ แล้ว อาจแทนที่ด้วยสมุดวาดเขียนสวยๆ พร้อมสีเทียนหลากสี ก็จะทำให้ลูกๆเพลิดเพลิน แถมได้พัฒนาการที่ดีอีก
*อย่าอยู่ใกล้มลพิษ บรรดาอุปกรณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่เด็กๆควรอยู่ห่างไว้ เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร ,เครื่องพรินเตอร์, เครื่องรับส่งเอกสาร เหตุเพราะ ละอองจากเครื่องพิมพ์ กลิ่นเหม็นจากหมึกพิมพ์ แสงจากเครื่องถ่ายเอกสาร ล้วนเป็นสารเคมีอันตราย ที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ หอบหืด เคืองตา ทำร้ายระบบการหายใจ เด็กๆจึงควรอยู่ ให้ห่างที่สุด
 * ระวังสารเคมี หากที่ทำงานของคุณพ่อคุณแม่เป็นกิจการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เคมีทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันรถ, น้ำมันจักร, ยาฉีดยุง ปุ๋ย, น้ำยาทำความสะอาด , เครื่องสำอาง หรือแม้แต่พวกสารอาหารหรือยาต่างๆ ก็จะต้องบอกลูกถึงห้องหรือสถานที่ที่จัดเก็บบรรดาเคมีเหล่านั้น และห้ามลูกเข้าไปโดยเด็ดขาด(แม้ว่าห้องอันตรายดังกล่าวมักจะปิดล็อกไว้ แต่...ความประมาทพลั้งเผลอมักเกิดได้เสมอ แม้แต่คนที่ปฏิบัติมานานแล้วก็ตาม )
*สำหรับเด็กเล็กแล้ว หลายๆออฟฟิศก็ช่างแสนดี เพราะมีห้องพิเศษสำหรับให้เด็กเล็ก ได้เข้ามาวิ่งเล่น เล่นของเล่นที่จัดเตรียมไว้ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องดูแลก็คือ ให้สำรวจว่า บรรดาของเล่นที่มีนั้นปลอดภัยกับวัยลูกหรือไม่ เช่น ...
หากลูกมีวัยไม่เกิน 3 ขวบ สิ่งแรกที่จะต้องหลีกเลี่ยงก็คือ ตุ๊กตุ่นที่มีขนาดเล็กๆ ขนาด 3.2 ซ.ม. คูณ 6 ซ.ม. เพราะเสี่ยงต่อการที่เด็กๆจะเอามันเข้าปาก อมหรือเคี้ยว หรือกลืนกระทั่งติดคอ ติดหลอดลม หายใจไม่ออก และเสียชีวิต เพราะขาดอากาศหายใจ
ให้ระวังตุ๊กตุ่นที่มีลักษณะแบนและอยู่ในท่ายืนตรง เพราะหากเด็กกลืนเข้าไป ก็อาจขวางหรือติดหลอดลม หรือแม้แต่ตุ๊กตุ่นยืนกางแขน ก็ควรกางมากกว่า 3 17 ซ.ม. จึงจะพอถือได้ว่าปลอดภัย
ตุ๊กตาตัวเล็กๆที่ทำจากผ้า หรือฟองน้ำ ที่แม้จะอ่อนนุ่ม แต่สิ่งที่จะเป็นอันตรายก็คือ ...ส่วนที่แข็งนั่นแหละครับ นั่นก็คือ ตา-จมูก- ปากของมันนั่นเอง เพราะมันมักทำมาจากพลาสติกแข็ง ซึ่งมิได้เย็บติดกับตัวตุ๊กตาอย่างถาวร แต่มักใช้วิธี...แปะติดโดยการทากาว
ซึ่งหากเด็กเล็กเพียงดึงเล่น ก็หลุดติดมือแล้วละครับ ดังที่พบเป็นข่าวอยู่บ่อยๆว่า ...เด็กเล็กต้องเสียชีวิต เพราะ ตา จมูก ปาก ของตุ๊กตา...หลุดติดคอ !
ของเล่นหลายชิ้นที่มีลักษณะมีลักษณะเปราะบาง กรอบ ซึ่งมักจะแตกหักได้เสมอ
โดยกว่าที่คุณพ่อคุณแม่จะรู้ ลูกก็อาจได้รับบาดเจ็บไปแล้ว...เช่น นิ้วเข้าไปติดอยู่ในร่องที่แตกหักนั้น หรือนิ้วของลูกโดนบาดจากความแหลมๆคมๆ ของร่องรอยแตกร้าวนั้น... รวมทั้งให้ระวังตุ๊กตามีเสียง ตุ๊กตาบางประเภทมีกล่องเสียง ,เม็ดเสียง,หรือ
หรือ หลอดเสียงฝังอยู่ในตัว สร้างความมีชีวิตชีวา ทำให้เด็กๆหันมาสนใจทันที แต่อันตรายที่เกิดขึ้นประจำก็คือ...ระดับเสียงของมันที่มักเกิน 85 เดซิเบล
*รู้จักห้องปฐมพยาบาล น่าแปลกตรงที่ชาวออฟฟิศหลายคน ไม่รู้เลยว่า ที่ทำงานของตนนั้นมี ห้องปฐมพยาบาลด้วย! แต่งวดนี้ที่เด็กๆจะมาเยือน เห็นทีคุณจะต้องแวะไปทักทายเจ้าหน้าที่ในห้องปฐมพยาบาลกันสักหน่อย เพื่อได้ใช้บริการกัน จะได้รู้ล่วงหน้าด้วยว่า ห้องปฐมพยาบาลของออฟฟิศนั้นมีความ พร้อมหรือไม่เพียงใดหากมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น
รวมทั้งมีความพร้อมในการบริการส่งต่อหรือไม่หากเหตุนั้นอยู่ในขั้นร้ายแรงเกินรับมือ แต่แม้จะมีเจ้าหน้าที่ปฐมพยาบาล แต่เพื่อความไม่ประมาท และเพิ่มพูนความอุ่นใจ คุณพ่อคุณแม่ก็ควรจะมีวิทยายุทธ การปฐมพยาบาลไว้ด้วยนะครับ เช่น....
การปฐมพยาบาลเบื้องต้น เนื่องจากสาเหตุต่างๆ
ทั้งหมดนี้ก็น่าจะเป็นแนวทางเพื่อความปลอดภัย หากคุณๆตัดสินใจแล้วว่า จะให้ลูกไปอยู่ด้วยกันในที่ทำงาน
www.csip.org
 
|