เรื่องน่ารู้สู่ความปลอดภัย




ป้องกันไว้ ก่อนที่ลูกจะโดน...สกรัม !!!

 

บทความโดย  ประจวบ ผลิตผลการพิมพ์

 

 

                                    ทั้งข่าวทั้งคลิปที่เด็กนักเรียนทั้งผู้ชายและผู้หญิงทุบตึทำร้ายร่างกายกัน ยิ่งวันยิ่งมีให้เห็นกัน จนหลายท่านอาจชักจะชินชา แต่หากคิดดูดีๆแล้ว...นี่คืออันตรายของสังคมไทย ที่น่าห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง...

            จำได้ว่า ผมเคยตกใจมาก (เมื่อหลายปีก่อน) กับข่าวเด็กผู้หญิง ม.4 สิบกว่าคนรุมสกรัมรุ่นน้องม.3(คนเดียว)อย่างป่าเถื่อน กระทั่งสลบเหมือดคาพื้นซีเมนต์ในโรงเรียนจังหวัดลำพูน ไม่มีใครเข้าไปห้าม นอกจากรุมถ่ายคลิป มือถือกันเป็นที่เอิกเกริก

            ถัดมาไม่กี่วัน พวกเราก็ได้เห็นภาพจากคลิปมือถือชุดใหม่ ที่ถูกนำมาเผยแพร่ตามรายการข่าวในทีวี ที่ทำให้ผู้ใหญ่ส่ายหน้าด้วยความสมเพชเวทนา  กับภาพเด็กหญิงไทยจิกกระชากผมกันไปมา กอดปล้ำกันจนล้มกลิ้งไปกับพื้นห้องเรียน  ของโรงเรียนแห่งหนึ่งที่จ.สมุทรปราการ ในขณะที่ไม่มีครูไม่มีเพื่อนห้ามปราม แต่ส่งเสียงเชียร์กันอย่างสนุกสนาน  …หลังจากนั้นกระทั่งวันนี้ พฤติกรรมอันน่าอดสูดังกล่าวนับวันจะหนักข้อขึ้นทุกวันๆ...

 

 

                        ทำให้คิดถึง งานวิจัยของอาจารย์ ดร.สมบัติ ตาปัญญา แห่งภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จ.เชียงใหม่  ที่ท่านเคยสำรวจเด็กไทยใน 8จังหวัด(ทั่วทุกภาค)จำนวน 3,047 คน ปรากฏว่า...

                                     **  เด็กนักเรียน 40%   มีปัญหาโดนเพื่อนรังแก เดือนละ 2-3 ครั้ง

                                     **  เด็ก เกือบ 56%    โดนเพื่อนรังแกเดือนละหลายครั้ง

**  เด็กที่อยู่ในชั้นประถม 4 จะมีปัญหาโดนรังแกบ่อยมากที่สุด จากนั้นสถิติก็จะลดลงตามระดับชั้นที่สูงขึ้น

**   เด็กที่ถูกรังแก 1 ใน 3 มีผลเสียต่อการเรียน...

**  นักเรียน  41.2% ระบุว่า  ครูหรือผู้ใหญ่ให้การช่วยเหลือน้อย หรือ แทบไม่ทำอะไรเพื่อช่วยเด็กเลย

            **  ครู   89%   บอกว่าเคยเห็นเด็กโดนรังแกด้วยตาตัวเอง

และ                              **   ครู  25 %  บอกว่าเคยเห็นเด็กโดนรังแกด้วยตาตนเองมาแล้วต่ำกว่า 10 ครั้ง !

 

            ข่าวเด็กม.ปลาย ม.ต้นตบตีกันในระยะหลัง อาจเป็นเพราะเป็นนักเรียนหญิง หนังสือพิมพ์-ทีวีก็มักเล่นเป็นข่าวเด็ด  แต่จากการได้พูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่หลายๆท่าน ต่างก็บ่นให้ฟังว่า ไม่ใช่เฉพาะเด็กโตหรอกนะที่ตบตีกันในโรงเรียน เด็กวัยประถม หรือ

แม้แต่เจ้าหนูอนุบาลตัวจ้อยนี่แหละที่มีเรื่องตุ้บๆ ตั้บๆ ไม่เว้นแต่ละวัน

            หนำซ้ำบางรายถึงกับใช้เครื่องทุ่นแรง เช่น ปลายดินสอ,ไม้เสียบลูกชิ้น,ก้อนหิน ฯลฯ คิดแล้วก็ได้แต่กลุ้มใจ ถ้าทำได้ก็คงนั่งเฝ้าลูกตลอด 24 ชั่วโมง ทางออกของปัญหานี้ ดีที่สุดก็น่าจะ...ป้องกันไว้ก่อน

 

            1...  หากพวกเราลองย้อนอดีตสู่วัยเด็ก ก็จะจำได้ว่า เด็กๆแต่ละห้องในทุกชั้นปี มักจะมี “หัวโจก”ประจำห้องเสมอ คุณ(โทษ)สมบัติของเขา ก็คือ  ตัวโต ก้าวร้าว เกเร

ชอบรังแก (เช่น แย่งของเล่น,ทำลายข้าวของ,หรือทำร้ายร่างกาย

            ซึ่งหัวโจกที่ว่านี้โดยมากมักเป็นเด็กผู้ชาย ในขณะที่หัวโจกที่เป็นเด็กผู้หญิง ก็มักมีความเกเรไม่แพ้กัน ผิดแต่ว่ามักจะหนักไปในทางรังแกเพื่อนด้วยคำพูด เช่น เยาะเย้ย

ถากถาง ด่าว่าเจ็บๆแสบๆ แล้วบางครั้งก็ตามมาด้วยทำร้ายร่างกายกันดังที่เป็นข่าว

            จริงๆแล้ว เด็กที่เราเห็นว่าก้าวร้าวเกเรนั้น ล้วนเป็นเด็กไร้เดียงสาน่าสงสาร

ที่ถูกหล่อหลอม จากการเลี้ยงดู จากสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม หรือมีปัญหาทางด้านสุขภาพร่างกาย( เช่น เป็นสมาธิสั้น ,ปัญญาอ่อน) ซึ่งควรที่เราจะเอาใจใส่ด้วยความรักและเมตตา และควรสนับสนุนให้เด็กๆเหล่านี้ได้รับการแก้ไขและเยียวยา

                        ในบางประเทศเขาจะให้คุณครู ผู้ผ่านการอบรมด้านการบำบัดมาช่วยแก้ไขพฤติกรรมเกเรของพวกเขา  เช่น  ให้ได้แสดงละครโดยสวมบทบาทเป็นเด็กที่โดนเขารังแกเป็นประจำ ผลก็ คือช่วยทำให้เขาเข้าใจและเห็นใจเพื่อนๆมากขึ้น เขาจะหยุดรังแก คนอื่น ตัวเขาเองก็จะมีความสุขมากขึ้น ...

 

 

            2...  จะสังเกตว่าเด็กที่ก้าวร้าวเกเรมักจะเป็นเด็กที่อารมณ์เครียดง่าย ในขณะเดียวกันก็ทำให้เด็กคนอื่นๆก็พลอยเครียดกันไปด้วย

            ดังนั้น การให้เด็กๆออกกำลังกาย เล่นกีฬาซึ่งเป็นหนทางคลายความเครียด แถมนำความสดชื่นแข็งแรง และความรักสามัคคีให้แกหมู่คณะอีกด้วยครับ

 

            3... เปิดใจเปิดโอกาสให้ลูกได้พูดได้คุยกับเราได้ทุกเรื่อง ซึ่งควรเริ่มมาตั้งแต่ลูกยังเล็ก ตั้งแต่เริ่มหัดพูดเลยก็ยิ่งดี  ข้อสำคัญคือให้ลุกได้พูดคุย ได้ออกความเห็น หรือกระทั่งได้ระบายความทุกข์ความกังวลได้อย่างอิสระ ได้อย่างสบายใจ...

            โดยเราจะไม่รีบตัดบท...ไม่ขัดคอ ไม่ด่าว่า ตำหนิติเตียน  เมื่อลูกบอกเล่าจนหมดสิ้น แล้ว หากเห็นว่าควรสั่งสอน ก็น่าจะเป็นไปในเชิงแนะนำ หรือตักเตือน เสนอวิธธีแก้ปัญหา  ...แล้วก็อย่าลืมให้กำลังใจลูกด้วยนะครับ 

            สิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกๆไว้วางใจที่จะเล่าปัญหาต่างๆให้พ่อแม่ฟัง ซึ่งนั่นจึงรวมถึง เรื่องที่โดนเพื่อนรังแก ซึ่งผิดกับเด็กอีกหลายคน ที่ช่างเก็บกดจนหมักหมมปัญหาสารพัด

เพราะจากประสบการณ์ทำให้เขาไม่ไว้ใจผู้ใหญ่ และคาดไว้ก่อนว่า ...ขืนเล่าก็โดนด่า

หรือ  เล่าไปก็แค่นั้น  ไม่เห็นจะเอาใจใส่อะไรเรา...

 

 

 

 

            4...แต่หากทั้งๆที่เราก็รู้ว่าลูกมีปัญหาโดนรังแก แต่เขาก็ยังไม่ยอมปริปากเล่าให้ฟัง ก็ขอให้คุณพ่อคุณแม่โปรดใจเย็นๆ  อย่าน้อยอกน้อยใจ หรือโกรธที่ลูกเอาแต่นิ่ง

            เราอาจต้องไปขอคำปรึกษาจากคุณครูประจำชั้นของลูก  เพื่อขอความร่วมมือกับคุณครูช่วยกันแก้ปัญหาให้ลูก  อย่าปล่อยให้ลูกต้องเก็บกดกับปัญหาต่างๆจนอาจกลายเป็นผู้ที่มีบุคลิกโดดเดี่ยวหรือซึมเศร้า

            แล้วอย่าลืมโอบหลังโอบไหล่ ให้กำลังใจลูก ในขณะเดียวกันเราก็จะไม่เสริมส่งให้เขาเกลียดชังเด็กที่รังแกเขา   คงไม่มีคำพูดใดที่คนเป็นลูก อยากจะฟังจากปากคุณพ่อคุณแม่เท่ากับประโยคที่ว่า “ เรามั่นใจว่าลูกจะทำได้ แล้วเรา(จะอยู่เคียงข้าง คอยให้กำลังใจลูกเสมอ...

 

 

            5...สอนหรือแนะนำลูกว่า การตอบโต้เพื่อนที่เกเร ไม่ว่าจะด้วยวาจา หรือด้วยกำลัง นั่นย่อมไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง แต่การนิ่งเฉย เดินหลบ หลีกเลี่ยง ก็เป็นวิธีระวังไว้ก่อน

แต่เมื่อเห็นว่าเจ้าเกเรยังตามมาราวี ก็ให้รีบไปรายงานพฤติกรรมแย่ๆของเขาให้คุณครู

ประจำชั้น หรือได้รับทราบและช่วยแก้ไข

 

            6...การรู้จักผูกมิตรกับเพื่อนๆ นอกจากจะทำให้ชีวิตในโรงเรียนมีความสุขแล้ว เหล่าเพื่อนๆยังอาจช่วยเป็นกำแพงไม่ให้เจ้าหัวโจกฝ่าด่านมารังแกได้

 

            7...หากยังจำได้ หรือเคยสังเกต จะพบว่า หัวโจกจอมเกเรมักจะเลือกรังแกเพื่อนทีดูบอบบาง อ่อนแอ  หรือขี้กลัว ดังนั้นการพาลูกไปเข้าคอร์สฝึก “ศิลปะป้องกันตัว”ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนับสนุน

            เพราะนอกจากจะได้สุขภาพที่แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจที่แข็งแกร่งแล้ว ยังเป็นหนทางป้องกันตัวที่น่าเกรงขามเป็นอย่างมาก บางท่านอาเห็นว่านี่เป็นวิชาที่รุนแรงลูกจะ เจ็บตัวและยิ่งจะกลายเป็นคนก้าวร้าว  แต่หากได้ลองสัมผัสและศึกษาดูดีๆก็จะพบว่า...ศิลปะป้องกันตัวอันเป็นที่นิยม  เช่น   มวยไทย,เทควันโด,คาราเต้,ยูโด...ฯลฯ

โดยมากจะเป็นวิชาของพวกเราชาวตะวันออก ที่มีการฝึกฝนในเรื่องของสติ สมาธิ

ความสุภาพอ่อนโยน เคารพผู้อาวุโส   ซ้ำยังแฝงไว้ด้วยปรัชญาและคุณธรรม...

 

 

            จริงๆแล้วไม่อยากจะเขียนข้อนี้ให้กระเทือนซางใครเลย เพราะเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง ที่มีท่านนักวิชาการท่านหนึ่งเสนอในห้องประชุมใหญ่ว่า ควรมีนักจิตวิทยาประจำโรงเรียนได้แล้ว !... ฟังแล้วก็น่าหนักใจ และ น่าเศร้า  น่าหนักใจตรงที่ภารกิจของนักจิตวิทยาไทยทุกวันนี้หนักหนาเหลือเกินเมื่อเทียบกับจำนวนบุคลากรทางด้านนี้

และที่น่าเศร้าก็คือ...ทุกโรงเรียนก็มี คุณครูแนะแนวมาเป็นเวลาช้านานแล้ว...แต่ไม่ทราบว่าแต่ละท่านได้ทำหน้าที่อย่างมีศักยภาพมากน้อยเพียงใด และนักเรียนแต่ละคนมีทัศนคติต่อท่านอย่างไร ...จึงไม่เคยเห็นความสำคัญ และมีไม่น้อยที่ “ไม่กล้า”ที่จะเข้าไปปรึกษาท่าน....จริงมั้ยล่ะครับ...ท่านคุณครูแนะแนว...?????

 

 

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

            บทความโดย...  ประจวบ   ผลิตผลการพิมพ์  ฝ่ายสื่อสารสาธารณะศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์  รพ.รามาธิบดี  02 – 6449080-81    086-7002206

 

www.csip.org

 

 
 
 
 
 << กันยายน  2 5 5 3 >> 
อา พฤ
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Mailing list
** กรุณากรอก Email **
 

 

 

 

 

 

Website pages content copyright © 2003 csip.org allright reserved.