
รักต้องอุ้ม... แต่ไม่คุ้มถ้าอุ้มไม่ถูกที่ !!!
บทความโดย ประจวบ ผลิตผลการพิมพ์ นับตั้งแต่นาทีแรกที่ได้รู้ว่ากำลังจะเป็นพ่อคนแม่คนนั้นก็คือ การเริ่มนับวันรอคอยที่จะได้กอดได้อุ้มลูกแล้วล่ะครับ แต่...ช่างน่าเศร้าที่สุดในโลกทีเดียวที่ครอบครัวใดยังมีความเชื่อประหลาดๆที่ว่า... อย่าอุ้มลูกมากนัก เพราะเดี๋ยวเด็กจะติดมือ...มันช่างเป็นความน่าสมเพชของ ไอเดียอันงมงายนี้ที่ไม่มีที่มาที่ไป
ซึ่งได้สร้างความว้าเหว่อ้างว้างให้แก่เด็กๆรวมทั้งพ่อแม่ที่มีความเชื่อแปลกๆเช่นนี้ด้วย ยังโชคดีเหลือเกินที่งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์นับไม่ถ้วนจาก ประเทศที่มีความเจริญทางวิชาการ ซึ่งกล่าวกันเป็นเสียงเดียวว่า.... เด็กๆนั้นต้องการให้พ่อแม่แสดงความรักด้วยการกอดการอุ้มเป็นอย่างยิ่ง การกอดการอุ้มก็คืออาหารที่หล่อเลี้ยงจิตใจ ที่ไม่ผิดกับความต้องการอาหารที่หล่อเลี้ยงชีวิต...
จากการวิจัยพบว่า แม่ทียืนอยู่ข้างทารกน้อย แต่ไม่อุ้มไม่กอดลูกเลย _เด็กจะร้องไห้ลั่น ดังกว่ากว่าเมื่อนอนอยู่คนเดียวซะอีก _โปรดรับรู้ไว้เถิดว่า ทารกน้อยซึมซับถึงความรัก_ความอบอุ่น_ปลอดภัย_และ สุขสบาย จากอ้อมกอดของพ่อและแม่

ในทางวิทยาศาสตร์นั้น หากคุณพ่อคุณแม่ต้องการให้เซลล์ประสาทในสมองของลูกน้อย_ ซึ่งมีอยู่ราว แสนล้านเซลล์เกิดการเชื่อมโยงและพัฒนาทั้งร่างกายและจิตใจอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ยากเลยครับ ในยามที่ คุณแม่ป้อนนม_โปรดสบตา... อุ้มกอดลูกด้วยความรัก อบอุ่นและนุ่มนวลแต่นั่นไม่ได้หมายถึงคุณแม่ จะต้องกอดรัดฟัดลูกอยู่คนเดียว แล้วปล่อยให้คุณพ่อ คุณปู่-ย่า-ตา-ยาย รอกอดลูกกอดหลานจนเหงือกแห้ง เพื่อคุณแม่จะได้มีเวลาพักผ่อน นอนหลับ ขยับตัวเดินเล่น เดินออกกำลังกาย จึงควรให้คุณพ่อ รวมทั้งญาติใกล้ชิด เพื่อนสนิท ได้ชื่นอกชื่นใจ มอบไออุ่น กรุ่นพลังรักให้แก่ลูกน้อยของเราบ้าง

เพราะนั่นคือสิ่งที่มีค่ายิ่งที่เป็นทั้งเพิ่มพูนสุขภาพกายสุขภาพจิต เสริมความรักความผูกพัน ความอบอุ่นในจิตใจที่ติดตรึงใจอย่างลึกซึ้ง
ที่น่าเห็นใจก็คือคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ยิ่งไม่เคยหัดเลี้ยงน้องเลี้ยงหลานมาก่อน จะกอดลูกแบเบาะก็ดูจะ เงอะงะทุลักทุเลสร้างความหวาดเสียวแก่ญาติผู้ใหญ่ ที่กลัวว่าหลานรัก จะหล่นตุ้บกระแทกพื้น จึงควรฟังแนะนำจากผู้ใหญ่ผู้มีประสบการณ์ หรือขอคำแนะนำจากคุณหมอ เพื่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกรัก
นอกจากวิธีการอุ้มลูกแล้ว การอุ้มลูกไปในสถานที่ต่างๆ ก็จะต้องใคร่ครวญให้มาก เพราะพบว่าหลายต่อหลายครั้งที่พ่อแม่พาลูกไปสู่อันตรายและเกิดเหตุอันน่าสลดใจอย่างคาดไม่ถึง ! เช่น...
ภัยจากล้อรถมอเตอร์ไซด์ อุ้มลูกซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ ผ้าพันล้อ-บดขาทารก เรื่องนี้เกิดเป็นข่าวน่าสะเทือนใจ (อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี 21 ส.ค.51) เป็นวันที่แม่อุ้มหนูเพชร( วัยแค่ 1 เดือน) ซ้อนท้ายมอเตอรไซด์ที่มีคุณพ่อเป็นผู้ขับขี่ เพื่อพากันไปทำบุญ แต่แล้วขณะที่รถกำลังพุ่งฉิวๆไปข้างหน้า จู่ๆผ้าขนหนูที่พันร่างของ น้องเพชรก็เกิดห้อยย้อยลงมาพันเข้ากับซี่ล้อรถ... ผลก็คือแรงหมุนอย่างรวดเร็วของล้อ มันได้ดึงร่างของทารกน้อยเข้าไปพันกับซี่ล้อด้วย ทั้งล้อยาง ทั้งโซ่เหล็ก ต่างก็บดขยี้จนท่อนขาเหนือเข่าเละ ทารกน้อยวัยแค่ 1 เดือนจึงต้องกลายเป็นเด็กพิการไปชั่วชีวิต... กรณีนี้คงเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ซ้อนท้ายที่มักจะไม่ยอมสวมหมวกนิรภัย ยังสวมใส่กระโปรงที่ยาวรุ่มร่ามอีกด้วย

หมวกนิรภัยล่ะ จะมีประโยชน์กับทารกหรือไม่? เมื่อยกกรณีที่ผู้ใหญ่อุ้มทารกซ้อนจักรยานยนต์แล้ว อาจมีบางท่านถามว่า เอาละ...ผมจะดูแลไม่ให้เจ้าหนูแบเบาะใส่ชุดกรุยกรายรุ่มร่าม แล้วยังจะให้สวมใส่หมวกกันน็อก(หมวกนิรภัยสำหรับเด็ก)ด้วย อย่างนี้พอใจอุ่นใจใช่ไหมที่จะพาไปลุยไหนค่อไหนได้ด้วยความสบายใจ?
ซึ่งก็คงต้องขอแสดงความเสียใจและเป็นห่วงอย่างยิ่งว่า .... ขืนให้ทารกน้อยใส่หมวกนิรภัยจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้แก่เขา เพราะด้วยน้ำหนักของหมวก และการแกว่งไกวไปมาของศีรษะ ทำให้เสี่ยงต่อการหักของกระดูกต้นคอ (ทำให้ลำตัวหรือ แขน ขาอาจเป็นอัมพาตได้) หนำซ้ำ กล้ามเนื้อช่วยการหายใจก็อาจหยุดทำงานไปเลย
ดังนั้น ถ้าลูกอายุน้อยกว่า 3 ขวบ ไม่จำเป็นจริงๆแล้วอย่าให้ลูกนั่งจักรยานยนต์เลยนะครับ เพราะยังไม่มีใครคิดค้นอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยใดๆ แก่เด็กวัยนี้ได้
เพราะผู้คนทั่วทั้งโลกไม่มีใครเขาอยากให้เด็กทารก หรือเด็กเล็กนั่งซ้อนจักรยานยนต์ให้เสี่ยงตาย หรือเสี่ยงพิการกันตั้งแต่เด็กๆหรอกนะครับ....
แต่ในบ้านเรามีแม่จำนวนมากที่ต้องอุ้มเด็กแรกเกิดออกจาก รพ.และซ้อนท้ายจักรยานยนต์กลับบ้าน ทางที่ดีอย่าทำเช่นนั้นเลยนะครับ แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก่อนซ้อนท้ายควรเก็บผ้าห่อตัวเด็กให้เรียบร้อย ขับขี่ด้วยความเร็วไม่เกิน 40 กม.ต่อชั่วโมง สำหรับเด็กอายุ 3 เดือนขึ้นไป ที่กล้ามเนื้อคอแข็งแรงสามารถชันคอได้ ควรใช้เป้หรือถุงจิงโจ้แทนการอุ้มนั่งซ้อนท้าย จะต้องขี่ให้ช้าที่สุดอย่างที่บอกข้างต้น (การเดินทางโดยรถจักรยานยนต์อาจจะดูเหมือนทันอกทันใจถึงที่หมายโดยเร็วไม่ต้องติดอยู่บนถนนนาน
แต่ขอร้องว่า...อย่านำทารกน้อยไปด้วยเลยนะครับ เนื่องจาก ผลการวิจัยจากศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและการป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่า...
การขี่การนั่งจักรยานยนต์นั้นมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูงสุด เมื่อเทียบกับการเดินทางโดยพาหนะอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างจังหวัดจะเกิดอุบัติเหตุ มากกว่ากรุงเทพฯ ล่าสุดจากการรายงานการได้รับอุบัติเหตุในเด็กอายุไม่เกิน 3 ขวบ จำนวน 1,600 คน ของโรงพยาบาลนครราชสีมา ที่เข้ามารักษาในห้องฉุกเฉิน พบว่าเป็นทารกรวม 88 คน โดยมาจากอุบัติเหตุจากการจราจร 17 คน )
จากข้อมูลของสถานพยาบาลภาคกลาง เขต 6-7 ในจำนวน 100 คน ของผู้ประสบอุบัติมอเตอร์ไซค์ มีร้อยละ 2 ที่เกิดอุบัติเหตุในส่วนของโซ่ล้อ เช่น เท้าเข้าไปปั่นกับซี่ล้อ บางรายต้องเสียนิ้ว และส้นเท้า คาดการณ์ว่าทั่วประเทศจะมีผู้บาดเจ็บปีละ 1 หมื่นราย โดยกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ทารก ผู้หญิงที่ใส่กระโปรงยาว พระสงฆ์ เด็กโตที่นั่งมอเตอร์ไซค์ดัดแปลง (รถพ่วง)
อุ้มลูกนั่งรถจักรยานยนต์ไม่ปลอดภัย แต่ฉันอุ้มลูกนั่งในรถยนต์น่าจะโอเคใช่ไหม?
คำตอบก็คือ จริงอยู่ที่ลูกน้อยจะรู้สึกอบอุ่นที่อยู่ในอ้อมกอดของพ่อแม่ แต่นั่นมิใช่วิธีการเพื่อความปลอดภัย การปกป้องชีวิตของลูกรัก คือการใช้อุปกรณ์เสริมความปลอดภัย
ในยามโดยสารรถยนต์นั้น การอุ้มลูกเล็กไว้แนบอก หรือไว้บนตักนั้นหากเกิดอุบัติเหตุ เช่นชนโครมอย่างแรง หรือแม้แต่เบรคเอี๊ยดอย่างกะทันหัน มีโอกาสเกิดอันตรายอย่างคาดไม่ถึง
เพราะโดยลักษณะทางสรีระของทารก ที่มีศีรษะที่ใหญ่และหนักเมื่อเทียบสัดส่วนกับลำตัว ซึ่งหากเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว เจ้าหนูตัวน้อย จะลอยกระเด็นไปชนหรือกระแทกกับส่วนต่างๆภายในรถ-พุ่ง ไปชนคอนโซนหน้ารถ หรือแม้แต่พุ่งทะลุกระจกออกไปกระแทกพื้นถนน หรือรถยนต์คันอื่นๆที่แล่นไปมา... จึงต้องขอเตือนไว้ด้วยความซีเรียส เนื่องจากเด็กน้อยนั้น กระดูกต้นคอ และกล้ามเนื้อคอยังมีความแข็งแรงไม่เต็มที่ รวมถึงกระดูกทรวงอก ซี่โครงและช่องอกที่มีขนาดเล็ก การกระแทกเกิดการบาดเจ็บหรือหักได้ง่าย ส่วนอวัยวะภายในช่องท้องมีขนาดใหญ่ เมื่อทารกได้รับการกระแทกจะ ฉีกขาดหรือแตกได้ง่ายเช่นกัน
อุปกรณ์ความปลอดภัยที่คุณพ่อคุณแม่จะให้การเอาใจใส่ และนำมาติดตั้งไว้ในรถก็คือ ที่นั่งพิเศษสำหรับทารก (infant seat)

ที่หลายประเทศถึงกับออกกฏหมายบังคับกันเลย เพราะรัฐบาลเล็งเห็นแล้วว่ามันจะช่วยปกป้องคุ้มครอง ลดอัตราการบาดเจ็บและการตายของเด็กขณะโดยสารรถได้เป็นอย่างดี
นี่คือระบบยึดเหนี่ยว ที่ผ่านการค้นคว้าและพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์มาแล้ว จริงอยู่แม้รถยนต์ยุคนี้จะมีเข็มขัดนิรภัยทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
แต่เข็มขัดนิรภัยในรถ เป็นของผู้ใหญ่ ที่ไม่พอดีกับทารก ระบบยึดเหนี่ยวทารกที่ถูกต้องประกอบด้วยที่นั่งพิเศษสำหรับเด็ก
ซึ่งก็มีหลายแบบหลายขนาดขึ้นอยู่กับขนาดของร่างกายทารกเลือกที่เหมาะสมกับลูกนะครับ ไม่เล็กไป ไม่ใหญ่เกินไป ส่วนการจัดที่นั่งที่ปลอดภัยให้ลูก ก็คือควรนั่งที่เบาะหลังเท่านั้นและต้องหันหน้าทางด้านหลังรถเท่านั้น เพื่อลดโอกาสที่กระดูกต้นคอทารกหัก
ซึ่งการนั่งหันหน้าไปทางด้านหลังรถจะช่วยให้ศีรษะเด็กมีเบาะรองรับทั้ง 2 ด้าน เป็นการลดการกระแทกได้ครับ นอกจากนั้นการนั่งหลังยังเป็นการหลีกเลี่ยงการทำอันตรายจากถุงลมนิรภัย เพราะจากการศึกษาพิสูจน์มาแล้ว ของศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐอเมริกา พบว่า การตายของเด็กอายุระหว่าง 3 สัปดาห์ ถึง 9 ขวบ ที่เกิดจากถุงลมนิรภัยมีมากถึง 26 รายในเวลา 4 ปี ฉะนั้นอย่าให้เด็กๆนั่งหน้าข้างคนขับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีถุงลมนิรภัย และเป็นทารกที่ใช้ที่นั่งพิเศษ แต่ถ่ารถของของคุณไม่มีที่นั่งด้านหลัง เช่น เป็นรถแค็ป รถปิ๊กอัพ หรือ รถสปอต 2 ที่นั่ง จำเป็นต้องให้ทารกนั่งเบาะด้านหน้า ข้างคนขับ ต้องให้ทารกนั่งหันหน้าไปทางด้านหลังรถเช่นกัน และที่สำคัญห้ามคุณใช้ถุงลมนิรภัย ควรปิดระบบการใช้ถุงลมนิรภัยซะนะครับ และสิ่งที่จะขอร้องก่อนจบการคตุยกันในงวดนี้ก็คือ...จากนี้ไป กรุณาอย่าอุ้มลูกเอาไว้กับตัวและคาดเข็มขัดทับ เพราะคุณๆอาจไม่รู้ว่า การทำอย่างนั้น ก็คือ การเอาลูกมาเป็นแอร์แบ็กนั่นเอง เพราะยามเกิดอุบัติเหตุ ลูกจะถูกอัดก๊อบปี้อย่างรุนแรง......

www.csip.org
|