เรื่องน่ารู้สู่ความปลอดภัย




 ปฐมพยาบาลผิดๆ – ชีวิตอันตราย !!!

บทความโดย ... ประจวบ ผลิตผลการพิมพ์

เมื่อเราพูดถึงเรื่องของ “การปฐมพยาบาล” คุณๆมักคิดถึงอะไรครับ?  ...
การช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บในเบื้องต้น...การช่วยเพื่อบรรเทาอาการ 
หรือ เพื่อให้พ้นภาวะอันตราย ก่อนจะถึงมือของคุณหมอ และพยาบาล
แต่...เรื่องจริงที่เกิดขึ้นเสมอก็คือ  
การพยายามช่วยเหลือนั้น กลับทำให้ผู้บาดเจ็บหลายๆรายต้องเคราะห์ร้ายหนักยิ่งขึ้น
และที่แย่สุดๆก็คือ...ต้องเสียชีวิต  สาเหตุสำคัญก็คือ ได้รับการปฐมพยาบาลมาอย่างผิดๆ

ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยในเด็กฯมีสถิติที่น่าสนใจมากชุดหนึ่ง
ที่ระบุว่า เมื่อเด็กๆเกิดอุบัติเหตุ...
12 %  นำส่งคลินิกใกล้บ้าน แต่หมอให้ไปส่งโรงพยาบาลโดยไม่ได้ให้การช่วยเหลือเบื้องต้นใดๆ
42% เสียชีวิตก่อนจะถึงโรงพยาบาล โดยไม่มีการช่วยเหลือเบื้องต้นเลย
54%  เด็กที่รอดชีวิต ได้รับการปฏิบัติการกู้ชีพ(ปฐมพยาบาลปที่ถูกต้องและ
94%  มีการพยายามช่วยเหลือฉุกเฉิน แต่มักจะทำอย่างผิดวิธี
อันอาจทำให้ผู้บาดเจ็บมากขึ้น ,เสียเวลาเปล่าๆ กระทั่งเสียชีวิต
 
นอกจากนั้นสิ่งที่ต้องระมัดระวังให้มากก็คือ
การช่วยเหลือฉุกเฉินหลายๆครั้งกลับทำให้คนที่เข้าไปช่วยกลายเป็นคนเคราะห์ร้ายไปอีกคน
ที่เกิดขึ้นบ่อยก็คือ...

1...กรณีโดนไฟดูด
ยิ่งถ้าเป็นลูกของเรา พ่อแม่มักจะตกใจ และความรีบร้อนช่วยลูกจึงเข้าไปฉุดมือดึงแขน
หรือดึงตัวลูกโดยทันที ซึ่งนั่นเท่ากับนำตัวเองไปเป็นเหยื่อไฟช็อตอีกคน
โดยหมดโอกาสที่จะช่วยทั้งชีวิตลูกและตนเอง

หนทางที่ถูกต้องก็คือ ...

1.1)  ก่อนอื่นจะต้องตัดทางเดินกระแสไฟฟ้า
โดยการสับฟิวส์,ยกคัทเอ๊าท์ลง หรือดึงปลั๊กออก
( การปิดสวิตซ์ในตัวเครื่องไฟฟ้าแต่เพียงอย่างเดียวจะไม่ได้ผล
เพราะยังไม่ตัดกระแสไฟที่เข้าสู่ตัวเครื่อง)
1.2)  หากยังไม่สามารถตัดทางเดินกระแสไฟได้ทันที
ให้หาวัตถุที่ไม่เป็นสื่อไฟฟ้า  เช่น ไม้แห้งๆ,เชือก,สายยาง,แผ่นยาง,เก้าอี้ไม้
หรือ ผ้าห่ม คล้อง-ดึง หรือผลักผู้ที่โดนไฟดูด ให้หลุดพ้นากจุดที่โดนดูด
และเพื่อความปลอดภัย ผู้ที่ช่วยเหลือควรยืนอยู่บนพื้นที่แห้ง
1.3) หลังจากที่ช่วยผุ้เคราะห์ร้ายออกมาจากไฟดูดได้แล้ว
ถ้าพบว่าเขาไม่หายใจ,หัวใจไม่เต้น ก็ต้องกระตุ้นกันล่ะครับ
โดยการเป่าปาก และกดทรวงอก

----(  รายละเอียด วิธีเป่าปาก,นวดหัวใจ ควรได้รับการฝึกฝนจนชำนาญจากแพทย์และพยาบาล )-----
***  มีทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ไม่น้อยเลยที่ต้องเสียชีวิต
เพราะมัวแต่เสียเวลากับการปฐมพยาบาลอย่างผิดๆ ที่พบบ่อยๆก็คือ
การอุ้มคนเพิ่งโดนไฟดูดไปวางบนแผ่นสังกะสี แล้วราดด้วยน้ำเย็น
บางรายก็เอาทรายมากลบตัว ตามด้วยการเทเหล้าขาวราด
โดยเข้าใจผิดๆคิดว่า นั่นเป็นการลดประแสไฟ-ดับความร้อน)
พอเห็นว่าไม่ฟื้นก็ยังอุตส่าห์เป่าปาก หรือปั้มหัวใจ(อย่างผิดๆ)
ยิ่งบางรายยิ่งแล้วใหญ่ ทำอยู่หลายวิธีก็ไม่ฟื้นแต่ก็ยังฝืนทำอยู่นั่นแล้ว
กระทั่งเวลาผ่านไป 3-4ชั่วโมง จึงนำผู้บาดเจ็บไปส่งโรงพยาบาล
ซึ่งแน่นอนครับ ...มันสายเกินไปที่จะช่วยชีวิตผู้ที่โดนไฟดูด

2)  รักษาอาการโดนน้ำร้อนลวกอย่างผิดๆ 
ในแต่ละปีที่คุณหมอที่ห้องฉุกเฉิน
มักต้องรักษาเด็กๆที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกของร้อนลวก ถึง 2ขั้นตอน คือ
ก่อนรักษาอาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น
มักต้องแก้ไขอาการอักเสบเพราะติดเชื้อ
จากการปฐมพยาบาลที่ผิดๆอีกด้วย ที่เจอบ่อยก็คือ ...
ต้องชำระล้างคราบยาสีฟันออกจากบาดแผลซะก่อน
หรือที่แย่กว่านั้นก็คือ ..คราบน้ำปลาครับ...ทั้งคราบยาสีฟัน
และคราบน้ำปลาเกิดจากการนำเจ้าสองอย่างนี่แหละ มา “ทาถู ทาถู”
ด้วยเข้าใจผิดคิดว่าจะช่วยดับร้อน และขจัดบาดแผลที่โดนของร้อนลวก
ทั้งที่นั่นกลับทำแผลติดเชื้อ และบาดแผลอักเสบหนักขึ้นไปอีก

ช่วยการประคบด้วยน้ำแข็งซึ่งเป็นวิธีที่ถูกต้อง
ก็ควรสรรหาน้ำแข็งที่สะอาด ถูกอนามัย มิฉะนรั้นก็เสี่ยงต่อการติดเชื้อเช่นกันครับ

จริงๆแล้วการรักษาเบื้องต้นก็คือ
 การทำให้บริเวณที่โดนของร้อนลวกให้เย็นลงโดยเร็ว เช่น
ให้แผลได้แช่ในอ่างน้ำเย็น หรือปล่อยให้น้ำก๊อกไหลผ่าน
อย่างน้อยสัก 10นาที จากนั้นก็ใช้ผ้าก๊อซซับแผลให้แห้ง
แล้วใช้ผ้าก๊อซที่แห้งและสะอาด ปิดคลุมบาดแผล
แต่อย่าให้แน่นนะครับ เพราะแผลที่โดนของร้อนลวกจะมีอาการบวม
อย่าใช้สำลีเช็ดนะครับ  เพราะมันจะติดแผลทำให้ระคายเคือง
สุดท้ายก็ปิดแผลด้วยผ้ากอซ  แล้วให้ทานยาแก้ปวดสำหรับเด็ก
 
ผิวที่โดนลวกหรือไหม้ จะมีตุ่มเล็กๆใสๆขึ้นที่แผลเสมอ
หลายคนเห็นเข้าเป็นต้องเอาเข็มไปเจาะให้แตก
หรือเอาเข็มไปเจาะ...ขอบอกว่า  อย่าทำเช่นนั้นครับ ...
เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายๆ 
ซ้ำมันยังอาจเข้าสู่ผิวหนังชั้นในทำให้อักเสบเข้าไปใหญ่
ข้อแนะนำเมื่อแผลขึ้น “ตุ่มน้ำ”ก็คือ ... ปล่อยไว้อย่างนั้นแหละครับ 
อย่าจงใจทำให้แตก  แต่ให้ล้างแผลดังที่ว่ามา 
แล้วซับให้แห้ง จากนั้นก็ใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดรอบๆตุ่มน้ำนั้นอย่างเบาๆ

หากตุ่มน้ำแตก 
ให้ล้างแผลด้วยน้ำเกลือสะอาด
โดยเช็ดแผลเบาๆ  และเช็ดรอบๆด้วยสำลีชุบแอลกอฮอล์ ปิดด้วยผ้ากอซ
แล้วเปลี่ยนผ้ากอซอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง  จนกว่าจะหาย ...

3...ปฐมพยาบาลคนจมน้ำแบบผิดๆ
มาดูกรณีตัวอย่างอันหนึ่ง( จากมากมายหลายกรณีที่เกิดขึ้น ที่มีการช่วยชีวิตอย่างผิดๆเช่นนี้เสมอ)…
 ที่บ้านริมน้ำ  ในงานวันทำบุญเลี้ยงพระ  หลังจากที่แม่ป้อนข้าวน้องเต๋า ( 1 ขวบ)แล้ว
ก็เดินเอาจานข้าวไปวาง  ก็มีญาติพากันเข้ามาทักทายชวนคุย  จนเกือบลืมไปเลยว่า
ปล่อยน้องเต๋าให้นั่งอยู่คนเดียว ครั้นหันกลับไปก็แทบช๊อค  เพราะไม่พบลูก 
รีบมองไปที่พื้นน้ำนอกเรือน  ก็เห็นพายน้ำเป็นวงๆที่ผิวน้ำ 
นางจึงร้องลั่นว่า...  ลูกจมน้ำ !
ญาติๆช่วยกันโดดลงไปงมเป็นการใหญ่  แล้วก็พาหนูเต๋าขึ้นมาได้  ในสภาพที่ตัวยังอุ่นๆ
แม่จัดการปฐมพยาบาลให้เด็กฟื้น โดยอุ้มเต๋าขึ้นพาดบ่า  ตบก้น  และดูดปาก  เพื่อเอาน้ำออก 
กระเตงๆเช่นนั้นอยู่ครู่ใหญ่เด็กก็ไม่ฟื้น 
จึงได้พาไปหาหมอ 
แต่แล้วคุณหมอก็บอกว่า “ เสียใจด้วยครับ ... เด็กเสียชีวิตแล้ว”
**  การช่วยคนจมน้ำโดยการอุ้มพาดบ่า 
แล้ววิ่งๆสลับกระโดดๆ เพื่อกระทุ้งกระแทกให้น้ำไหลออกมา  การกดท้อง การดูดน้ำออกจากปาก...
ดูจะเป็นวิถีการปฏิบัติที่บอกต่อๆกัน โดยไม่มีการศึกษาหรือพิสูจน์ให้รู้ชัดว่านี่คือวิธีการที่ถูกต้องหรือไม่ ???
จริงอยู่   เจตนาก็คือช่วยให้คนจมน้ำฟื้นคืนสติ
แต่ก็มักลงเอยด้วยการสูญเสียชีวิต ... เพราะปฐมพยาบาลผิดวิธี ...
วิธีการปฐมพยาบาลที่ถูกต้อง เมื่อเด็กถูกไฟดูด  หรือ จมน้ำ
คือประเมินดูว่าเด็กหยุดหายใจ และหัวใจหยุดเต้นหรือไม่ หากมีอาการดังกล่าวต้องช่วยการหายใจและการเต้นของหัวใจ

การปฐมพยาบาลเด็กจมน้ำที่ไม่หายใจและ/หรือ หัวใจไม่เต้น
1)เรียกผู้อยู่ข้างเคียงให้มาช่วยเหลือและให้ผู้ช่วยโทรขอความช่วยเหลือหน่วยฉุกเฉินที่ 1669
2)เปิดทางเดินหายใจ โดยให้เด็กนอนราบกดหน้าผากลงและเชยคางขึ้นเบาๆ
3)ตรวจการหายใจโดยมองหน้าอกหรือท้องว่ามีการเคลื่อนไหวหรือไม่
ฟังดูว่ามีเสียงหายใจหรือไม่ สัมผัส โดยแนบใบหน้าไปใกล้จมูกและปากของเด็กเพื่อสัมผัสลมหายใจ (รูปที่ 1)


4)ในกรณีอายุน้อยกว่า 1 ปี ช่วยการหายใจ
โดยประกบปากของผู้ช่วยเหลือครอบจมูกและปากเด็กและเป่าลมหายใจออก 2 ครั้ง
โดยให้แต่ละครั้งยาว 1-2 วินาที และสังเกตุว่าหน้าอกของเด็กขยายตามการเป่าลมหรือไม่ (รูปที่ 2)


5)คลำชีพจร บริเวณต้นแขนด้านในครึ่งทางระหว่างข้อศอกและหัวไหล่
 ถ้าเด็กไม่หายใจแต่มีชีพจร ให้ทำการเป่าปากต่อเพียงอย่างเดียว
โดยทำ 20 ครั้งต่อนาที หรือ เป่าปาก 1 ครั้งต่อ 3 วินาที ถ้าเด็กไม่หายใจและไม่มีชีพจร
ให้ทำการกระตุ้นการเต้นของหัวใจ (รูปที่ 3)


6)กระตุ้นการเต้นของหัวใจโดยหาตำแหน่งของการกดหน้าอกเพื่อกระตุ้นหัวใจได้
โดยลากเส้นสมมติระหว่างหัวนมทั้งสองข้าง ตำแหน่งที่จะกดคือ บนกระดูกหน้าอก
ใต้ต่อเส้นสมมติที่ลากระหว่างหัวนมทั้งสองข้างลงมา กดโดยใช้นิ้วสองนิ้ว
กดลึกให้กระดูกหน้าอกยุบลงประมาณ 1-1.5  นิ้ว
ความถี่ของการกดคือกดหน้าอก 5 ครั้งสลับกับการให้ผู้ช่วยระบบหายใจเป่าปาก 1 ครั้ง (รูปที่ 4)


7)ในกรณีอายุมากกว่า 1 ปี เป่าปากได้โดยประกบปากของผู้ช่วยเหลือบนปากเด็กเท่านั้น (ไม่รวมจมูก)
เมื่อต้องนวดหัวใจ ให้หาตำแหน่งของการกดหน้าอก
ได้โดยลากนิ้วตามขอบชายโครงช้างใดข้างหนึ่งจนถึงกึ่งกลางซึ่งชายโครงทั้งสองข้างมาชนกันเรียกว่า
จุดปลายล่างกระดูกหน้าอก ตำแหน่งที่จะกดคือ บนกระดูกหน้าอก
เหนือต่อจุดปลายล่างกระดูกหน้าอก 1 ความกว้างของนิ้วมือจริง กดโดยใช้ส้นมือ
กดลึกให้กระดูกหน้าอกยุบลงประมาณ 1-1.5  นิ้ว
ความถี่ของการกดคือกดหน้าอก 5 ครั้งสลับกับการให้ผู้ช่วยระบบหายใจเป่าปาก 1 ครั้ง (รูปที่5)


8)ตรวจการหายใจและชีพจรซ้ำ ทุกนาที


4… แก้ไขแบบผิดๆ เมื่อของติดคอ
อุบัติเหตุของติดคอเด็กๆ นับว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อย 
เพราะพบเห็นได้เสมอเลยครับ ทั้งในห้องฉุกเฉิน
และแม้แต่บนข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์
ไม่ว่าจะเป็นการกลืนน๊อต,กลืนเหรียญ,กลืนกระดุม,เมล็ดผลไม้
หรือผลไม้ทั้งลูก( เช่น ที่เพิ่งลงข่าวก็คือ  เด็กที่สิ้นใจเพราะแม่ให้ลูกเชอรี่ลูกกินแก้งอแง
 ระหว่างที่แม่กำลังขับรถ)
และที่น่าเสียดายและเสียใจที่สุด ก็คือ เด็กๆโดยมากต้องเสียชีวิต
และมีหลายรายต้องกลายเป็นเจ้าชายเจ้าหญิงนิทรา(เพราะสมองตาย)
เนื่องจากมีเวลาเพียง 4 นาทีเท่านั้นในการกู้ชีพจากของอุดตันคอ
จึงมักจะไปไม่ทันถึงมือหมอมือพยาบาล
เวลาแค่ 4 นาทีนี้นอกจากหมดไปกับการกว่าจะส่งถึงโรงพยาบาล
ก็ยังหมดไปกับความพยายามแก้ไขอย่างวิธีผิดๆ
ที่มักจะจำกันมาอย่างผิดๆ นั่นก็คือ  การล้วงคอ!
นั่นหมายถึง การพบยายามใช้นิ้วล้วงคอลูก เพื่อจะคีบสิ่งที่ติดคออยู่ขณะนั้น 

แต่หารู้ไม่ว่า
นอกจากจะทำได้ยากแล้ว ก็จะทำให้สิ่งที่ติดคออยู่ก็ยิ่งลื่นไหล
และหลุดเข้าไปในหลอดลมลึกขึ้นแน่นขึ้น
( วิธีป้องกันแก้ไขอย่างไร ดูได้จากบท “ทำอย่างไร ?...เมื่อของติดคอ”)

5…ทำให้ผู้บาดเจ็บต้องกลายเป็นคนพิการเพราะการช่วยแบบผิดๆ
 เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชนกันโครมใหญ่กลางถนน 
การนำคนเจ็บขึ้นรถเพื่อนำส่งโรงพยาบาล 
มักเป็นไปอย่างทุกลักทุเลและรีบร้อนโกลาหล ผู้บาดเจ็บหลายต่อหลายราย
โดยเฉพาะคนที่สันหลังหัก  กลับต้องกลายเป็นผู้พิการไปตลอดชีวิต
เพราะการแบกการยกที่ผิดๆ จนทำให้กระดูกสันหลังที่หัก ไปกดไขสันหลัง ...

6…เท้าไม่หายแพลง เพราะการรักษาที่ผิดๆ
การปฐมพยาบาลข้อเท้าแพลง,พลิก,หรือเคล็ดนั้น ในขั้นแรกห้ามใช้
ความร้อนรักษาครับ ให้ใช้ความเย็นเท่านั้น
เพราะความเย็นจะช่วยทำให้เส้นเลือดหดตัว นั่นเท่ากับช่วยลดอาการพกช้ำ,บวม หรือการห้อเลือด
การแช่เท้าในน้ำเย็นๆ ก็จะช่วยลดการไหลเวียนของเลือดมาบริเวณที่บาดเจ็บ
ซึ่งทำให้เจ็บน้อยลง ให้ใช้การบำบัดด้วยน้ำเย็นวันละ 2 -3 ครั้ง เป็นเวลา 2 วัน
 
แล้วจากนั้นก็ค่อยเป็นเวลาของน้ำอุ่นบ้าง
โดยเริ่มแช่เท้าในน้ำอุ่นๆ วันละ 2 -3 ครั้ง
ครั้งละราว 15-30 นาที  จะช่วยลดการอักเสบได้ครับ

เกือบลืมบอกไปครับว่า หลังจากแช่น้ำเย็น หรือ แช่น้ำอุ่น ให้เช็ดเท้าให้แห้ง
แล้วพันข้อเท้าด้วย Elastic Bandage ( ผ้าพันแผลชนิดยืดได้ มีขายตามร้านขายยาทั่วไป)
ประโยชน์ของมันก็คือ ช่วยพยุงข้อเท้าของเรา ไม่ให้กระทบกระเทือนในยามที่เคลื่อนไหว

7…กลืนสารพิษ จะต้องให้อ๊อกๆหรือไม่ ?   
การช่วยเหลือผู้ที่กลืนกินสารพิษเข้าไป  ด้วยการพยายามทำให้อาเจียนออกมานั้น
ก็เป็นวิธีที่ทำกันอยู่เสมอ  แต่ไม่ถูกต้องเสมอไป และอาจมีอันตรายในบางกรณี เหตุเพราะ 
สารพิษหลายตัวนั้น  เมื่อลงไปในกระเพาะอาหารแล้ว  หากทำให้ขย้อนขึ้นมา
กลับจะกัดกร่อนหลอดอาหาร หรือผนังลำคอ(เป็นรอบที่ 2) เช่นสารทำความสะอาดพื้นทั้งหลาย 
หรือมิเช่นนั้น ก็อาจจะสำลักลงปอด ทำให้ปอดอักเสบรุนแรงได้ เช่นสารประเภทน้ำมัน
ทินเนอร์เป็นต้น กรณีนี้  ควรโทรปรึกษา  ศูนย์พิษวิทยา  รพ.รามาธิบดี  02-2011083 ก่อนเสมอ

สุดท้ายอย่าลืมครับ
หมายเลขโทรศัพท์ของหน่วยปฏิบัติการกู้ชีพฉุกเฉิน 1669
เขียนตัวใหญ่สีแดงติดข้างโทรศัพท์ไว้เลยครับ!

www.csip.org
www.thaisafeplay.com
http://adisak.blog.mthai.com
http://adisak-channels.blog.mthai.com

 
 
 
 
 << ธันวาคม  2 5 6 2 >>  
อา พฤ
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031    
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Mailing list
** กรุณากรอก Email **
 

 

 

 

 

 

Website pages content copyright © 2003 csip.org allright reserved.