เรื่องเล่าข่าวดัง
   
 




หากมองเผิน ๆ ภาพของเด็กตัวเล็ก ๆ
ที่นั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ตาเขม็ง มือเคาะแป้นคีย์บอร์ดดังลั่น
พร้อมส่งเสียงตะโกนแข่งกันโหวกเหวกในร้านเกมคงไม่ทันสะกิดใจคนเดินถนนทั่วไปว่า
ภาพนั้นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสังคม "เด็กติดเกม" ที่นับวันจะยิ่งรุนแรงขึ้น
ไม่เฉพาะแต่ในประเทศไทย ปัจจุบัน ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีน - เกาหลีใต้
ต่างก็มีแผนกจิตเวชสำหรับรักษาเด็กวัยรุ่นที่ติดเกมแล้ว
เนื่องจากพ่อแม่ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมลูกของตนเองได้อีกต่อไป
      
      
อาจไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะปลุกให้ทุกฝ่ายในสังคมลุกขึ้นมาเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว
ที่กำลังทำลายศักยภาพของเด็กไทยอย่างเงียบ ๆ แต่ความคิดเห็นจากเวที

 "คุมเข้มเด็กเล่นเกมส์ : ริดลอนสิทธิ หรือช่วยสร้างสรรค์"

โดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติก็มีความจริงบางประการที่สำคัญ
และจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะได้ร่วมตระหนักในความจริงเหล่านี้ร่วมกัน นั่นก็คือ ปัจจุบัน
ปัญหาเด็กไทยที่เข้าข่ายเป็นโรคติดเกมนี้สูงถึง 10 - 15 เปอร์เซ็นต์แล้ว
และต้นตอที่สำคัญก็คือ ผู้ใหญ่ ทั้งภาคธุรกิจที่มองเด็กเป็นเหยื่อ
และสถาบันครอบครัวที่ขาดเวลาในการดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด
หรือไม่เข้าใจกระทั่งว่าการปล่อยให้ลูกเล่นเกมจนติดนั้น จะส่งผลเสียอย่างไรต่อพัฒนาการของเด็ก ๆ
      
     
 "จากการลงพื้นที่ในชนบทของทีมงาน พ่อแม่ในชนบทยังมีความเชื่อว่า
การปล่อยลูกอยู่ในร้านเกมนั้นปลอดภัย แค่ 15 บาทอยู่ได้ตั้ง 1 ชั่วโมง ดีกว่าปล่อยลูกวิ่งเล่นไปทั่ว"
นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์กล่าว
      

ด้านนายแพทย์อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ประธานคณะทำงานวิชาการเฉพาะประเด็น
การจัดการสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก 24 ชั่วโมง กรณีเด็กไทยกับไอที
เผยในเวทีดังกล่าวด้วยเช่นกันว่า "เราพบข้อมูลของการเสพติด ไม่ว่าจะเป็นเกม
หรือการใช้ไอทีมากขึ้นในเด็ก เช่น แชตกันทั้งวันจนส่งผลเสียต่อสุขภาพ ถือเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน"
      
      
ทั้งนี้ นายแพทย์อดิศักดิ์ยอมรับว่า การจะแก้ไขให้เห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรมนั้น
อาจต้องเริ่มจากการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนผ่านการให้ความรู้ และทัศนคติที่ถูกต้อง
      
      
"ทุกวันนี้ ครู โรงเรียน พ่อแม่ให้ความสำคัญกับการใช้ไอทีมาก
แต่เห็นโทษน้อย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงควรออกมาให้ความรู้เกี่ยวกับผลเสียของการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด
นอกจากนั้น ควรให้ความสำคัญกับพื้นที่กิจกรรม เพื่อให้ครอบครัว และเด็ก ๆ มีพื้นที่ทางเลือกในการพักผ่อนมากขึ้น"
      
      
"ประเด็นที่สองที่เราจะลืมไม่ได้เลยคือ ภาคธุรกิจ ในช่วง 7 - 8 ปีมานี้
ธุรกิจทางด้านเกมเติบโตเร็วมาก ดังนั้นเมื่อมีรายได้มากแล้วก็ควรจะละเว้นเหยื่อเด็ก
โดยการช่วยกันลงทุน สร้างระบบที่จะปกป้องเด็กให้ปลอดภัย ซึ่งเชื่อว่าถ้าภาคธุรกิจร่วมมือกันก็สามารถทำได้
เช่น การจำกัดเวลาในการเล่นเกม การลงทะเบียนเล่นเกมโดยใช้เลขบัตรประชาชนในการล็อกอิน
 การจำกัดการใช้เงินในเกม ฯลฯ ทั้งหมดสามารถแก้ไขได้ด้วยการออกแบบระบบเกมให้รัดกุมขึ้น"
      
      
ขณะที่คุณสีดา ตันทะอทิพานิช จากมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทยให้ความเห็นว่า
ประเทศไทยควรจะมีหลักสูตรที่รอบด้านมากขึ้นเกี่ยวกับการใช้ไอซีที ไม่ใช่แค่เรียนการใช้แอปพลิเคชันเหมือนในปัจจุบัน

"อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นแค่ประตู แต่เมื่อเด็กเปิดเข้าไปเจอเนื้อหาต่าง ๆ เช่น
ภาพลามก เกมสนุกตื่นเต้น เขาจัดการได้ไหม นั่นคือการสอนให้เด็กรู้เท่าทันสื่อ
ซึ่งบ้านเรายังไม่มีหลักสูตรดังกล่าวนี้ให้เห็นเป็นรูปธรรมเลย ตรงกันข้ามกับในหลายประเทศ
ที่มีสอนตั้งแต่ประถม ยกตัวอย่างเด็ก 6 ขวบในแคนาดาต้องเรียนรู้กฎกติกาการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างรับผิดชอบ
หรือในยุโรปจะสอนเด็กเรื่องโทษภัยควบคู่ไปกับการสอนใช้แอปพลิเคชัน"
 

      
      
ร้านเกมสีขาว มีอยู่ - ใช้ได้จริง?

ประเด็นเรื่องของร้านเกมก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในเวทีดังกล่าว
เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ร้านเกมในสายตาของพ่อแม่มีภาพของผู้ร้ายที่มีส่วนสนับสนุน
ให้ปัญหาเด็กติดเกมนี้รุนแรงยิ่งขึ้นแฝงอยู่ ซึ่งในจุดนี้ นายแพทย์อดิศักดิ์ ในฐานะประธานคณะทำงานฯ กล่าวว่า
      
      
"การจัดสภาพแวดล้อมของร้านเกมมีความสำคัญมาก และควรเป็นร้านเกมสีขาวทุกร้าน
 ไม่ใช่แค่บางร้านเหมือนปัจจุบัน นอกจากนั้นควรมีการเฝ้าระวังภัย เมื่อเด็กไม่ยอมทำตามระเบียบ
เช่น ไม่ยอมแสดงสถานะบุคคล ก็ควรตักเตือน หรือระงับการใช้ ด้านผู้ดูแลร้านเกมควรได้รับการอบรม
เพื่อจะได้ช่วยเหลือเด็กได้ทันท่วงทีกรณีที่กำลังจะถูกล่อลวง"
      


      
จะเห็นได้ว่า แนวทางการแก้ปัญหาเด็กติดเกมที่ได้รับการหยิบยกขึ้นมาในเวทีดังกล่าวทั้ง 4 ด้าน
 ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันครอบครัวและชุมชนผ่านการให้ความรู้
และการเพิ่มพื้นที่กิจกรรมเพื่อให้ชุมชนได้ใช้เวลาว่างร่วมกัน แทนการมั่วสุมอยู่ในร้านเกม
หรือนโยบายของภาคธุรกิจที่ละเว้นกลุ่มเด็ก ด้วยการสร้างระบบการลงทะเบียนที่รัดกุม
มีการจำกัดความบันเทิงกับกลุ่มเด็ก ไม่ให้มากเกินไปจนเกิดการเสพติด หรือการให้ความรู้ที่ถูกต้องกับเด็ก ๆ
เพื่อให้พวกเขารู้เท่าทันสื่อ และประการสุดท้ายคือการมีผู้ประกอบการร้านเกมที่ดี
และมีจิตสำนึกในการประกอบธุรกิจ ล้วนเป็นสิ่งที่พ่อแม่ และทุกฝ่ายที่ตระหนักถึงปัญหานี้
ยินดีจะได้เห็นภาพดังกล่าวปรากฏขึ้นในสังคมไทย แต่ปัญหาใหญ่ที่แท้จริง และยังไม่มีใครให้คำตอบได้

ณ วันนี้ก็คือ "ใคร" จะเป็นเจ้าภาพหลักในการนำแนวทางเหล่านั้นไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อดึงเด็ก ๆ ขึ้นมาจากปัญหาเสพติดเกม?
      
หรือนี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างของการตัดสินใจ "ช้าเกินไป" ที่ผู้มีอำนาจของประเทศไทยมักแสดงให้โลกเห็นก็เป็นได้...

ที่มา http://www.momchannel.com/index.php/community/detail/1332

www.csip.org

 

   
 
 
ไดอารี่
 << พฤศจิกายน  2 5 6 2 >> 
อา พฤ
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
 
 
แหล่งข้อมูลอื่นๆ
 
 
 
 
 
 
 
Mailing list
** กรุณากรอก Email **
 

 

 

 

 

 

Website pages content copyright © 2003 csip.org allright reserved.