
ร่วมป้องกัน 'ภัยเด็กปิดเทอม' หยุดฝันร้าย! พ่อแม่สูญเสียลูก

การปิดเทอมเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่เด็ก ๆ หลายคนรอคอย เพื่อที่จะวิ่งเล่นกับเพื่อน ๆ โดยไม่มีเวลาจำกัดเหมือนตอนเรียน แต่บ่อยครั้งก็กลับกลายเป็นฝันร้ายของพ่อแม่ที่ต้องสูญเสียลูก จากภัยอันตรายที่เกิดขึ้นรอบ ๆ บ้านและในชุมชน ดังที่เป็นข่าวน่าสลดใจให้เราเห็นกันอยู่เสมอในช่วงปิดเทอม จากสถิติการเสียชีวิตของเด็กช่วงปิดเทอมพบว่า มีสาเหตุมาจากการจมน้ำมากที่สุดในทุกปี

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยสถิติการเสียชีวิตของเด็กปี 2551 ที่ผ่านมาว่า เกิดจากอุบัติเหตุ ร้อยละ 38 จะมีเด็กอายุ 1- 14 ปี เสียชีวิตประมาณ 3,300 คนต่อปี คิดเฉลี่ยรายเดือนจะมีเด็กเสียชีวิตประมาณเดือนละ 280 คน
จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าช่วงเดือนเมษายน มีเด็กเสียชีวิตมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ถึง 400 คน รองลงมาได้แก่เดือนมีนาคม พฤษภาคมและตุลาคม ตามลำดับ จะเห็นได้ว่าเป็นช่วงเดือนที่เด็กปิดเทอมใหญ่และปิดเทอมกลาง สาเหตุเกิดจากอุบัติภัยคือ เด็กจมน้ำเสียชีวิตมากที่สุด เป็นอันดับ 1 ร้อยละ 47 รองลงมาเป็นอุบัติเหตุทางจราจร ร้อยละ 25 ที่เหลือเป็นอุบัติเหตุ อื่น ๆ โดยสถิติเด็กจมน้ำเสียชีวิตเดือนเมษายน จำนวน 190 คน เดือนมีนาคม และเดือนพฤษภาคม 150 คน เฉลี่ยแล้วตลอด 90 วัน ที่เด็กปิดเทอมจะมีเด็กจมน้ำเสียชีวิตวันละ 5 คน การจมน้ำจะแบ่งเป็นเด็กเล็กและเด็กโต ถ้าเป็นเด็กโต อายุระหว่าง 5-6 ปี จะจมน้ำเสียชีวิตจากบ่อ หนอง คลอง บึง สระว่ายน้ำ ในชุมชนหรือหมู่บ้าน ซึ่งบางกลุ่มไม่ได้จงใจไปเล่นน้ำแต่ไปวิ่งเล่นบริเวณ ใกล้แหล่งน้ำเกิดพลัดตกและจมน้ำเสียชีวิต สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากพ่อแม่ปล่อย คิดว่าลูกดูแลตัวเองได้ สำหรับเด็กเล็กที่มีอายุ 1-4 ขวบ จะจมน้ำเสียชีวิตใกล้บ้าน เช่น บ้านอยู่ติดแหล่งน้ำ
 วิธีป้องกัน พ่อแม่ควรตระหนักในความเสี่ยง ถ้าเป็นกลุ่มเด็กโต โดยเฉพาะช่วงอายุ 6-7 ขวบ เป็นกลุ่มเป้าหมายที่จะจมน้ำเสียชีวิตมากที่สุด ฉะนั้นเราควรตั้งเป้าไว้ว่าเด็กประถมศึกษาปีที่ 1 ต้องสามารถว่ายน้ำได้ โดยสอนทักษะให้เขาอย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ชั่วโมง ซึ่งทางโรงเรียนควรมีส่วนร่วมช่วยด้วย นอกจากนี้ยังต้องสอนให้เรียนรู้ด้านความเสี่ยง การประเมินแหล่งน้ำว่าเป็นอย่างไร และการช่วยเหลือผู้อื่นจาก การจมน้ำ สำหรับกลุ่มเด็กเล็กอย่าลืมว่าเด็ก 5 ขวบ สามารถวิ่งเล่นนอกบ้านได้แล้ว หรือถ้าต่ำกว่า 5 ขวบ ควรตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบบ้านว่าเป็นอย่างไร หากอยู่ใกล้แหล่งน้ำควรทำรั้วกั้นรวมทั้งหาคนดูแลที่ไว้ใจได้ อุบัติเหตุด้านการจราจร พบว่า ช่วงปิดเทอมจะมีเด็กเสียชีวิตเพิ่มขึ้น ปกติในแต่ละเดือนเสียชีวิตประมาณ 60 คน แต่ถ้าเป็นช่วงเดือนเมษายน จะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดถึง 80 คน
ส่วนเดือนมีนาคมและพฤษภาคมจำนวน 70 คน สาเหตุมาจากการถูกรถชนละแวกชุมชนในเมือง หากเป็นในชนบทจะเสียชีวิตจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ การแก้ปัญหาเหล่านี้ พ่อแม่ผู้ ปกครองไม่ควรส่งเสริมให้ลูกขับขี่ รถจักรยานยนต์ก่อนวัยอันควร ซึ่งจะตรงข้ามกับการสอนว่ายน้ำ หากเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี มักได้รับอันตรายจากอุบัติเหตุการบาดเจ็บจากการเล่นในสนามเด็กเล่น สาเหตุมาจากสนามเด็กเล่นภายในชุมชนหรือหมู่บ้านไม่ มีการดูแลทำนุบำรุงรักษา ทำให้เครื่องเล่นเกิดการผุกร่อน ชำรุดขึ้นสนิมมีรอยหัก รอวันเกิดเหตุ หรืออาจติดตั้งไม่ได้มาตรฐาน ไม่ยึดรากฐานให้มั่นคง
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าทุกปีจะมีเด็กได้รับบาดเจ็บจากการถูกเสาสนามฟุตบอล แป้นบาสเกตบอล หรือเครื่องเล่น อื่น ๆ ล้มทับจนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองในชุมชนควรปรึกษาหารือในการซ่อมแซม เพื่อความปลอดภัยรวมทั้งพาลูก ๆ เดินสำรวจจุดอันตรายที่ไม่ควรเล่น
 สำหรับทางศูนย์ฯ เองได้จัด ชมรมเด็กไทยปลอดภัย เพื่อให้เด็กและเยาวชนใช้ชีวิตร่วมกันเรียนรู้เรื่องความปลอดภัย ซึ่งทุกปีช่วงปิดเทอมสมาชิกของชมรมจะมาประชุมกันและวางแผนจัดกิจกรรม เพื่อนำไปสอนเด็กในชุมชนเหมือนพี่สอนน้องในเรื่องความปลอดภัยต่าง ๆ เพื่อให้เด็กได้มีกิจกรรมร่วมกันและนำไปปฏิบัติใช้ในชีวิตประจำวันด้วย นอกจากนี้ภัยสังคมที่มาทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งถือว่าเป็นปัญหากับเด็กช่วงปิดเทอมมากเช่นกัน ได้แก่ เด็กติดเกม เด็กถูกล่อลวงทางเพศ จึงทำให้หายตัวออกจากบ้านไปช่วงปิดเทอม จาก สถิติของมูลนิธิกระจกเงาพบส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง

ธิติมา หมีปาน หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ มูล นิธิกระจกเงา เปิดเผยสถิติการรับแจ้งเด็กหายในช่วงปิดเทอมปี 2551 ที่ผ่านมาว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 280 ราย รวมตั้งแต่อายุ 0-18 ปี โดยในจำนวนนี้พบว่า เป็นเด็กอายุ 11-15 ปี ยังคงเป็นแชมป์ในการหายตัวไปจำนวน 208 ราย และเป็นเพศหญิงถึง 133 ราย สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการถูกล่อลวงทางเพศมากที่สุด และความสมัครใจ สำหรับการถูกลักพาตัวไปนั้นลดน้อยลงแต่ยังคงมีอยู่ เช่น ลักพาตัวไปเป็นลูกจ้างร้านอาหาร คนงานก่อสร้าง การถูกล่อลวงออกไปนั้นส่วนใหญ่จะถูกล่อลวงออกไปกระทำทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นทางอินเทอร์เน็ต หรือบุคคลรู้จัก เพื่อนและแฟนชักจูงไป ส่วนความสมัครใจที่ออกไปนั้น สาเหตุเพราะความกดดันทาง ครอบครัวหรือ สภาพแวดล้อม เช่น ติดเพื่อน ทั้งนี้จากข้อมูลพบว่าเด็กที่หายไปมีทุกระดับฐานะ
ถ้าเป็นฐานะร่ำรวยหายออกไปเพราะ พ่อแม่เคยตามใจให้เงินให้สิ่งของแต่พอถูกขัดใจ ก็จะออกไปหาเอง ส่วนเด็กที่บ้านมีฐานะยากจนก็จะเป็นเรื่องของ ค่านิยมต้องทัดเทียมเพื่อนทุกอย่าง ทำให้เด็กมีทางเลือกไม่มากจึงต้องค้าประเวณี หลังจากที่ติดตามตัวเด็กกลับมาได้เกือบครึ่งพบว่าเด็กส่วนใหญ่ ไม่อยากกลับบ้านเพราะเบื่อที่พ่อแม่ไม่เข้าใจ ถูกกดดัน ถูกตั้งกฎเกณฑ์มากเกินไป บางคนต้องการอิสระอยากออกไปเร่ร่อนและ บางคนติดโรคทางเพศสัมพันธ์ จึงต้องพาไปตรวจรักษา
จากการสำรวจทราบว่าประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ที่ตามกลับมาได้แล้ว หนีออกไปอีกหรือไป ๆ มา ๆ เพราะเคยออกไปใช้ชีวิตภายนอกและ ชอบแบบชีวิตอิสระมากกว่า ที่เหลือก็กลับมาเรียนและใช้ชีวิตได้ตามปกติ บางคนตกเป็นข่าวไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ต้องโยกย้ายที่เรียนและย้ายบ้าน สำหรับปี 2552 นี้ จากสถิติช่วงต้นปี มกราคม-มีนาคมนี้ เริ่มได้รับแจ้งเด็กหายแล้ว จำนวน 90 คน เพิ่มมากขึ้นจากปีที่แล้ว หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อ ต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา จึงฝากเตือนว่า ถึงเทศกาลเด็กหายอีกครั้งหนึ่งแล้วพ่อแม่ควรนึกถึงข้อเตือน 3 ข้อดังนี้
1. เริ่มสังเกตพฤติกรรมลูกว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ เช่น ขออนุญาตออกไปเที่ยวนอกบ้านบ่อยขึ้น มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น คุยโทรศัพท์หรือ เล่นอินเทอร์เน็ตนานไปหรือไม่
2.ควรศึกษาข้อมูลของลูก เช่น เพื่อนที่ลูกออกไปเที่ยวด้วยนั้นเป็นใคร บ้านอยู่ที่ไหน เกมหรือโปรแกรมที่ลูกสนใจทางอินเทอร์เน็ตคืออะไร สถานที่ที่ลูกชอบไปเที่ยวคือที่ไหนบ้าง และ 3. ควรเข้าไปมีส่วนร่วมกับลูก ๆ พ่อแม่บางคนอาจคิดว่าภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ เป็นเรื่องยากไม่สามารถทำได้ แต่เราเชื่อว่าการที่เราจะพูดคุยถาม สารทุกข์สุกดิบ ของลูกสักครึ่ง ชั่วโมงหลังเลิกงานสามารถทำได้ เช่น ร่วมเล่นเกมกับลูก หรือ ช่วงเวลาที่ดูทีวีร่วมกัน เราสามารถพูดคุยระหว่างที่ดูทีวีได้ หรือถ้าวันหยุดก็พา ลูกออกไปเที่ยวนอกบ้าน เช่น พาไปชอปปิง ให้เขาเลือกซื้อของเอง ทำให้เราทราบรสนิยมของลูกเพิ่มไปด้วย ถือเป็นการสร้างเครือข่ายที่ดีของ พ่อแม่ หรือสามารถปรึกษาได้ที่ โทร. 0-2642-7991-2 ต่อ 11, 0-89073-6129 ภัยอันตรายและปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเด็กทุกรูปแบบ เราทุกคนมีส่วนร่วมป้องกันได้ ถ้ารู้จักปรับและจูนเข้าหากัน รวมทั้งช่วยกันแก้ไขให้เบาบางลง

กรวิกา คงเดชศักดา ที่มา เดลินิวส์
www.csip.org


www.thaisafeplay.csip.org www.safekids-thailand.com
|