สื่อเผยแพร่




อันตรายจากการติดค้างของศีรษะเด็ก ( Head Entrapment )

ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ( สสส.)
มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ( มสช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ( สกว.)


เตียงนอนสำหรับเด็กทั้งที่ใช้ในโรงพยาบาลและใช้ที่บ้านมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและตายหากได้รับการออกแบบมาอย่างไม่เหมาะสม มีข้อมูลการตายและบาดเจ็บจากเตียงต่างๆของเด็กซึ่งควรทราบ และข้อกำหนดความปลอดภัยในการใช้เตียงสำหรับเด็กในโรงพยาบาลดังนี้

การตายและบาดเจ็บจากเตียงและราวกันตก (Bedrail) ในโรงพยาบาล ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่ามีการใช้เตียงในโรงพยาบาลรวมแล้วประมาณ 2.5 ล้านเตียง ตั้งแต่ปี 1985 - 1999 Food and Drug Administration ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้รับรายงานการติดค้างของศีรษะและคอ (entrapment of head and neck) จากราวกันตกด้านข้างของเตียงโรงพยาบาลจำนวน 371 ครั้ง1 ในจำนวนนี้

  • เสียชีวิต 228 ราย
  • บาดเจ็บ 87 ราย
  • ศีรษะติดค้างแต่ไม่ได้รับบาดเจ็บ 56 ราย
  • ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ สติสับสน เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี

U.S. Consumer Product Safety Commission (CPSC), United Kingdom Department of Health และ Canadian Health Protection Branch ได้รายงานการบาดเจ็บจากราวกันตกในลักษณะคล้ายคลึงกัน2-4

    จากรายงานทั้งหมดนี้ พบว่าการติดค้างของศีรษะและคอ เกิดขึ้นได้ในช่องว่าง 4 แบบ 5-6 คือ
  1. ช่องว่างระหว่างซี่ในรางกันตกชุดเดียวกัน
  2. ช่องว่างระหว่างชุดของรางกันตก
  3. ช่องว่างระหว่างขอบล่างของราวกันตกกับขอบเบาะที่นอน
  4. ช่องว่างระหว่างผนังด้านศีรษะหรือเท้า ราวกันตก และ เบาะที่นอน

รูปที่ 1 แสดงตำแหน่งที่เกิดการบาดเจ็บแบบติดค้าง (entrapment) ได้บ่อย

    
รูปที่ 2 แสดงลักษณะการติดค้างที่พบในผู้สูงอายุ

การเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากการติดค้าง (entrapment) ของศีรษะ คอ หรือ ทรวงอก ทำให้เกิดการขาดอากาศหายใจ นอกจากการเสียชีวิตแล้ว การบาดเจ็บที่พบได้คือกระดูกหัก บาดแผลถลอก หรือบาดแผลตัดบาดในบริเวณแขนขา แม้ว่าการติดค้างของศีรษะมีโอกาสเกิดได้มากในเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี แต่ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บที่พบบ่อยกลับเป็นผู้สูงอายุ กลุ่มเสี่ยงสูงสุดต่อการเกิดการติดค้างของศีรษะคือผู้ป่วยสับสน กระวนวาย ขาดการควบคุมกล้ามเนื้อ5-7

องค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีข้อแนะนำ1,5 ให้โรงพยาบาลทำการตรวจสอบเตียง เบาะที่นอนเป็นกิจวัตรเช่นเดียวกับงานการตรวจสอบเครื่องมือ อุปกรณ์อื่นที่ต้องทำการตรวจสอบทุกวัน ช่องว่างต่างๆไม่ว่าจะเป็นจากการออกแบบราวกันตก ราวกันตกกับเบาะ หรือช่องว่างระหว่างเบาะกับผนังเตียงด้านศีรษะ หรือด้านปลายเท้าต้องไม่กว้างพอที่จะทำให้เกิดการติดค้างของศีรษะได้ ช่องว่างที่เกิดจากเบาะที่นอนและราวกันตกนี้ต้องถูกตรวจสอบในขณะกดเบาะที่นอนด้วย เนื่องจากขณะที่ไม่มีคนนอนบนเบาะ ช่องว่างที่พบอาจมีขนาดเล็ก แต่เมื่อมีคนนอนจะเกิดช่องว่างเพิ่มมากขึ้น จนเป็นขนาดที่มีความเสี่ยงได้

นอกจากนั้นยังแนะนำให้โรงพยาบาลตระหนักถึงความเสี่ยงเมื่อมีการซื้อเบาะที่นอนแยกออกจากการซื้อเตียงแทนที่จะจัดซื้อเบาะและเตียงที่ผู้ผลิตออกแบบมาคู่กัน เนื่องจากการจัดซื้อเบาะต่างหากนั้น อาจได้เบาะที่มีขนาดไม่พอดีกับโครงเตียง ก่อให้เกิดช่องว่างที่มีความเสี่ยงได้

ข้อแนะนำที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการไม่ใช้ราวกันตกเป็นตัวยึดเหนี่ยวผู้ป่วย เนื่องจากจะก่อให้เกิดการบาดเจ็บจากการติดค้างของศีรษะได้

การตายในเด็กจากการนอนเตียงผู้ใหญ่

การศึกษาการตายในเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปีที่มีสาเหตุจากการนอนเตียงผู้ใหญ่จากฐานข้อมูลของ U.S. Consumer Product Safety Commission (CPSC) ในปี 1990-1997 นั้นพบการตายถึง 515 ราย8 ในจำนวนนี้ 121 ราย (ร้อยละ 23.5) เกิดจากการนอนทับโดยผู้ใหญ่หรือเด็กอื่นที่นอนร่วมเตียง 394 ราย (ร้อยละ 76.5) เกิดจากการติดค้างของศีรษะ

ในจำนวน 394 รายนี้ 296 รายเกิดจากเตียงผู้ใหญ่ธรรมดา 79 รายเกิดจากเตียงน้ำ และ10 รายเกิดจากเก้าอี้นอนพัก และ 9 รายเกิดจากเตียงผู้ใหญ่ที่มีการติดตั้งราวกันตกด้านข้าง
    ในจำนวน 296 รายที่เสียชีวิตจากการติดค้าง (entrapment) จากการนอนเตียงผู้ใหญ่ธรรมดา พบว่า
  • 125 ราย (ร้อยละ 42) เป็นการติดค้างที่ช่องระหว่างเบาะที่นอนกับกำแพง
  • 128 ราย (ร้อยละ43) เป็นช่องระหว่างเบาะที่นอนกับผนังเตียงด้านศีรษะ (headboard) หรือปลายเท้า (footboard)
  • 23 ราย (ร้อยละ 8) เกิดในช่องระหว่างซี่ราวของผนังเตียงด้านศีรษะ (headboard) หรือปลายเท้า (footboard)
  • 20 ราย (ร้อยละ 7) เกิดในช่องระหว่างเบาะที่นอนกับเฟอร์นิเจอร์อื่นที่วางใกล้เตียง
  • 203 ราย (ร้อยละ 69) เกิดในเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน และร้อยละ 89 เกิดในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี
    ได้มีรายงานการศึกษาการตายในเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปีจากการนอนเตียงผู้ใหญ่จากฐานข้อมูลของ CPSC เพิ่มเติมในช่วงตั้งแต่ มกราคม 1999 ถึงธันวาคม 2001 โดยพบเด็กตายอีก 180 ราย 9 โดยมีรายละเอียดดังนี้
  • ร้อยละ 98 อายุน้อยกว่า 1 ปี
  • ร้อยละ 59 อายุน้อยกว่า 3 เดือน
  • ร้อยละ 98 มีสาเหตุการตายมาจากการขาดอากาศหายใจ ในจำนวนนี้
  • 122 ราย (ร้อยละ 67.8) เกิดจากการติดค้างของศีรษะ (entrapment) การตก (fall) หรือการตายที่มีความสัมพันธ์กับท่านอนหรืออุปกรณ์การนอนต่างๆ
    • 38 ราย (ร้อยละ 31) เกิดการติดค้างของศีรษะระหว่างเตียงกับกำแพง เตียงกับวัสดุอื่น หรือติดค้างที่บริเวณผนังเตียงเหนือศีรษะและปลายเท้า
    • 15 รายตายในท่านอนคว่ำ ซึ่งอาจมีความเกี่ยวข้องกับหมอน ผ้าห่มที่ใช้
    • 13 ราย เสียชีวิตเกิดจากการกดการหายใจโดยผ้าห่ม หมอน
    • 12 ราย เกิดจากการตกเตียง ในจำนวนนี้ 9 รายยังเป็นการขาดอากาศหายใจเช่น เกิดจากการตกลงไปที่กองเสื้อผ้า ถุงพลาสติก อีก 3 รายตกลงไปในถังน้ำขนาด 5 แกลลอน
    • 39 รายไม่มีรายละเอียด
  • 58 (ร้อยละ 32.2) รายเกิดจากการถูกนอนทับ (overlay)
    

การตายและบาดเจ็บในเด็กจากราวกันตก (portable bedrails)

ราวกันตก (portable bedrail)เป็นเครื่องมือที่ใช้ติดตั้งข้างเตียงสำหรับผู้ใหญ่เพื่อให้เด็กใช้ได้โดยจะป้องกันมิให้เด็กตกจากเตียง ใช้ได้สำหรับเด็กอายุ 2-5 ปี ซึ่งเป็นวัยที่สามารถปีนเข้าออกเตียงได้เอง ราวกันตกนี้มีใช้ทั้งในบ้าน โรงพยาบาล และสถานเลี้ยงดูเด็ก

ราวกันตกเป็นเหตุให้เด็กเสียชีวิตได้ กลไกการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นคือคือการติดค้างของศีรษะ และคอ (entrapment of head and neck)ตั้งแต่ 1 มกราคม 1990 จนถึง 14 มีนาคม 2000 CPSC ได้รายงาน เด็กเสียชีวิตจากราวกันตก 12 ราย บาดเจ็บโดยไม่เสียชีวิตอีก 5 ราย และรายงานการติดค้างโดยได้รับการช่วยเหลือทันโดยไม่บาดเจ็บอีก 19 ราย10


ทั้ง 12 รายที่เสียชีวิตมีอายุระหว่าง 3 เดือน - 4 ปี
8 รายเป็นเพศชาย 4 รายเป็นเพศหญิง

3 รายมีอาการพิการทางสมองอยู่ก่อน (brain deformities 1 รายอายุ 2 ปี cerebral palsy 1 รายอายุ 2.5 ปี mental retardation 2 ราย อายุ 4 ปี)

8 ใน 12 รายเกิดการติดค้างที่ช่องระหว่างราวกันตกกับเบาะที่นอน 1 รายเกิดจากช่องในตัวราวกันตกเอง 1รายเกิดการบาดเจ็บในลักษณะของการถูกแขวนคอ (hanging) จากส่วนยื่นของตัวราวกันตก อีก 2 รายเกิดจากช่องระหว่างผนังเตียงด้านศีรษะ (headboard)ศีรษะหรือผนังด้านปลายเท้า(footboard)กับราวกันตก

การเสียชีวิต 11 รายเกิดจากการขาดออกซิเจน อีก 1 รายเกิดจากปอดอักเสบหลังการบาดเจ็บของกระดูกต้นคอซึ่งเกิดจากการบาดเจ็บแบบถูกแขวน (hanging)

5 รายที่บาดเจ็บแต่ไม่เสียชีวิตมีอายุ 6, 9, 14, 23 และ 30 เดือน 4 ใน 5รายนี้เกิดจากช่องระหว่างราวกันตกกับเบาะที่นอน ลักษณะการบาดเจ็บคือรอยช้ำหรือรอยแดงของผิวหนังรอบคอ

ในจำนวน19 รายที่เกิดการติดค้างแต่ได้รับการช่วยเหลือและไม่มีรอยการบาดเจ็บนั้นมีอายุระหว่าง 17 เดือน ถึง 3.5 ปี 16 ใน 19รายนี้เกิดการติดค้างของส่วนต่างๆของร่างกายที่ช่องว่างระหว่างเบาะที่นอนกับราวกันตก

CPSC ได้รวบรวมรายงานอีกครั้งถึง สิงหาคม 2001 พบการตายของเด็กจากราวกันตกเพิ่มเป็น 14 ราย ในจำนวนนี้ 11 รายเป็นเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี 10 ใน14 รายเกิดจากช่องว่างระหว่างราวกันตกกับเบาะที่นอน ราวกันตกที่ออกวางขายในตลาดถูกกำหนดให้มีฉลากเตือนผู้ซื้อว่าไม่ควรใช้ในเด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปี11

การตายและบาดเจ็บจากเตียงเด็ก (cribs)

CPSC ได้รายงานการบาดเจ็บจากการใช้เตียงเด็กในประเทศสหรัฐอเมริกาถึงปีละกว่า 10240 ราย เป็นการตายประมาณปีละ 35 ราย อย่างไรก็ตามก่อนปี 1970 ซึ่งเป็นยุคที่ไม่มีการควบคุมมาตรฐานของเตียงเด็กเลยพบว่ามีการตายถึงปีละ 150-200 ราย 12-14

สาเหตุที่สำคัญของการตายคือการติดค้างของศีรษะที่ลอดผ่านซี่ราว (slat) หรือลอดผ่านรูบนผนังศีรษะและเท้า (headboard and footboard) การกดทับใบหน้าจมูกในช่องห่างระหว่างเบาะที่นอนกับราวกันตก การแขวนคอซึ่งเกิดจากเสื้อผ้า สร้อยคอ หรือสายคล้องหัวนมดูดเล่นที่เกี่ยวกับส่วนยื่นของมุมเสา 4 ด้าน การตกเตียงลงบนกองผ้า ถุงพลาสติกและกดทับการหายใจ

    

สัดส่วนต่างๆของเด็กแรกเกิดถึง 5 ปี

เนื่องจากตัวอย่างเหตุการณ์ของการติดค้างของศีรษะและคอที่ทำให้เสียชีวิตนั้นเป็นการที่ลำตัวเด็กด้าน anteroposterior chest depth ผ่านช่องว่างไปได้ แต่ศีรษะไม่ผ่าน ซึ่งขนาดที่กว้างที่สุดของศีรษะคือความยาว chin to crown ซึ่งจะติดค้างในระยะความกว้างนี้ได้หากเด็กก้มหน้า หรือหากเด็กพยายามเงยหน้าระยะกว้างที่อาจทำให้เกิดการติดค้างได้คือระยะของ anteroposterior head length ติดค้าง ดังนั้นการออกแบบช่องรูอื่นๆของเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องเล่นต่างๆนั้น มีข้อแนะนำให้หลีกเลี่ยงช่องรูที่มีขนาดอยู่ระหว่าง 9 - 23 เซนติเมตร ซึ่งเป็นช่องรูที่ก่อให้เกิดการติดค้างของศีรษะในเด็กที่เริ่มเคลื่อนที่ได้ดี(ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป) จนถึงเด็กโต

    อายุ 0-3 เดือน อายุ 12-18 เดือน อายุ 18-24 เดือน อายุ 36-48 เดือน
1. ความกว้างของศีรษะด้านหน้าหลัง ค่าเฉลี่ย 13.9 16.8 17.2 17.8
P 5 12.8 15.9 16.2 16.5
P 95 14.6 17.6 18.2 18.9
2.ความกว้างจากคางจุดยอดศีรษะ (chin to crown length) ค่าเฉลี่ย 16.1 19.3 19.8 21.1
P 5 14.8 18.2 18.6 19.9
P 95 17 20.5 21.0 22.4
3. ความกว้างของทรวงอกด้านหน้าหลัง ค่าเฉลี่ย 9.5 11.7 12.2 13.4
P 5 8 10.0 10.8 12.2
P 95 10.6 12.9 13.7 15.3
    ข้อแนะนำการใช้เตียงอย่างปลอดภัยสำหรับเด็ก
  1. เด็กอายุ 2 ปีแรกควรจัดให้นอนเตียงเด็ก (crib) (การให้คำแนะนำการเลี้ยงดูเด็กที่บ้านที่ไม่ได้ใช้เตียง แนะนำให้ใช้เบาะเด็กที่แยกนอนจากเบาะที่นอนผู้ใหญ่ได้) ข้อกำหนดความปลอดภัยที่สำคัญของเตียงเด็ก (crib) มีดังนี้
    • เตียงเด็กต้องมีราวกันตกที่มีซี่ราวห่างกันไม่เกิน 6 ซม.
    • ราวกันตกจะต้องมีตัวยึดที่ดี เด็กไม่สามารถเหนี่ยวรั้งให้เคลื่อนไหวได้เอง
    • เบาะที่นอนต้องพอดีกับเตียง และไม่มีช่องว่างระหว่างเบาะกับราวกันตก
    • มุมเสาทั้ง 4 มุมต้องเรียบ มีส่วนนูนได้ไม่เกิน 1.5 มม.
    • ผนังเตียงด้านศีรษะและเท้าต้องไม่มีการตัดตกแต่งให้เกิดร่อง รู หากเป็นลักษณะซี่ราวต้องมีระยะห่างไม่เกิน 6 ซม.
    • เมื่อเด็กอายุ 2 ปีหรือความสูง เกินกว่า 89 ซม.จะมีความเสี่ยงต่อการปีนราวกันตกและตกจากที่สูงได้
  2. เตียงผู้ใหญ่ที่มีราวกันตกเช่นเตียงที่ใช้กันในโรงพยาบาลนั้น มีข้อกำหนดความปลอดภัยดังนี้
    • ให้ใช้เมื่อโตเกินกว่าที่จะอยู่ในเตียงเด็ก หรือ อายุมากกว่า 2 ปี และสามารถปีนขึ้นลงเตียงได้เอง
    • ราวกันตกจะต้องถูกออกแบบมา ไม่ให้มีช่องรูที่อยู่ระหว่าง 9-23 ซม.
    • ซี่ราวของราวกันตกสำหรับเด็กควรเป็นแบบซี่ราวถี่ที่มีระยะห่างไม่เกิน 9 ซม.
    • ช่องว่างระหว่างราวกันตกกับผนังศีรษะและเท้า ไม่มีช่องระหว่าง 9-23 ซม.
    • ช่องห่างระหว่างราวขอบล่างกับขอบเบาะที่นอน ต้องไม่มีช่องว่างเกินกว่า 9 ซม. เมื่อทดสอบโดยการออกแรงกดทับเบาะที่นอนก่อนจะวัดช่องว่างที่เกิดขึ้นแล้ว
    • ต้องใช้ราวกันตกทั้งสองด้าน การวางเตียงด้านหนึ่งติดกำแพงโดยไม่มีราวกันตกมีความเสี่ยงของชองการติดค้างของศีรษะจากช่องว่างระหว่างเตียงกับกำแพงหรือเบาะที่นอนกับกำแพง
    • ราวกันตกต้องไม่มีส่วนยื่นที่จะเกี่ยวรั้งได้
    • ให้มีรายการการตรวจสอบเตียง ราวกันตก และเบาะที่นอน ในวงรอบการตรวจสภาพปรกติ
    • ต้องตรวจสอบช่องว่างที่เกิดขึ้นระหว่าง โครงเตียง เบาะที่นอน ราวกันตก ผนังหัวเตียงและปลายเท้า ว่าศีรษะและลำตัวของผู้ป่วยไม่สามารถรอดไปได้อยู่เสมอ เนื่องจากการใช้งานอาจทำให้ราวกันตก หรือเบาะที่นอนเปลี่ยนสภาพได้เกิดช่องว่างที่มีความเสี่ยงได้
    • การเปลี่ยนเบาะที่นอนจากเตียงทุกครั้งตรวจสอบดูว่าเบาะที่นอนนั้นมีขนาดพอดีที่จะไม่เกิดช่องว่างที่จะเกิดการติดค้างของศีรษะได้ ทั้งในยามปรกติหรือเมื่อมีการกดทับที่นอน
    • สำหรับผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยงต้องมีการเฝ้าดูเป็นพิเศษและตรวจสภาพเตียงอยู่อย่างสม่ำเสมอ ไม่เลือกใช้ราวกันตกที่ก่อให้เกิดช่องว่างที่มีความเสี่ยงต่อการติดค้างของศีรษะได้


เอกสารอ้างอิง
  1. U.S. Food Drug Administration, Center for device and radiological health. A Guide to Bed Safety. November, 2000.
  2. U.S. Consumer Product Safety Commission, National Injury Information Clearinghouse, January 1994 - July 1995.
  3. Great Britain Medical Devices Directorate. "Use of Hospital Bed Safety Sides and Side Rails," London: Department of Health, January 1994.
  4. Health and Welfare Canada, Health Protection Branch. Medical Devices Alert No. 107, "Hazards with Hospital Bed Split Side Rails."
  5. U.S. Food Drug Administration, Center for device and radiological health. FDA Safety Alert: Entrapment Hazards with Hospital Bed Side Rails. August, 1995.
  6. Todd JF, Ruhl CE, Gross TP. Injury and death associated with hospital bed side-rails: reports to the US Food and Drug Administration from 1985 to 1995. Am J Public Health 1997;87:2052
  7. Steven HM. Deaths between bedrails and air pressure mattress. JAGS 2002;50:1124-5.
  8. Nakamura S, Wind M, Danello MA. Review of hazards associated with children placed in adult beds. Arch Peditr Adolesc Med 1999;153:1019-23.
  9. U.S. consumer product safety commission. Adult Bed-Related Fatalities of Children Under 2 Years of Age, January 1, 1999 - December 31, 2001.
  10. U.S. Consumer Product Safety Commission. Memorandum: portable youth bed rail Entrapments and Hangings. June 7, 2000
  11. U.S. Consumer Product Safety Commission. Commissioners' Statements: Bed Rail Decision. October 30, 2001.
  12. U.S. Consumer Product Safety Commission. Nursery product. September, 2000.
  13. U.S. Consumer Product Safety Commission. Some Crib Cornerposts May Be Dangerous.
  14. U.S. Consumer Product Safety Commission. The safe nursery.
 
 
 
 
 
 << พฤศจิกายน  2 5 6 5 >> 
อา พฤ
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930   
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Mailing list
** กรุณากรอก Email **
 

 

 

 

 

 

Website pages content copyright © 2003 csip.org allright reserved.