ลูก..จมน้ำตาย !
น้องแพร..จมถังน้ำในบ้าน..
คุณพ่อและคุณแม่น้องแพรทำงานหนักทุกวัน ทั้งคู่ทำงานให้กับกทม.ต้องออกจากบ้านแต่เช้า น้องแพรอายุได้ 1ปี 2 เดือน กำลังอยู่ในวัยน่ารัก เพิ่งจะเดินได้ไม่นานมานี้ น้าเพชรน้องสาวของแม่น้องแพรถูกเรียกให้มาอยู่ที่บ้านช่วยดูแลน้องแพรในเวลากลางวัน วันนี้คุณแม่ออกไปทำงานแต่เช้าเช่นเดิมแต่อย่างไรไม่ทราบได้ จิตใจพะวักพะวนคิดถึงแต่น้องแพรตลอดเวลา
น้าเพชรดูแลน้องแพรใกล้ชิดไม่ได้ห่าง จนกระทั่งช่วงบ่ายน้องแพรหลับไป ด้วยความอ่อนเพลียกับการดูแลเด็กน้อยในวัยหัดเดินซุกซน น้าเพชรจึงเผลอหลับไปข้างๆน้องแพร ชั่วครู่น้าเพชรตื่นขึ้นมา รีบมองรอบตัวแต่ไม่พบหลาน จึงไปตามหาพบว่าหลานอยู่ในห้องน้ำลักษณะศีรษะทิ่มลงกับถังน้ำซึ่งมีความสูงประมาณ 45 ซม. มีน้ำอยู่ครึ่งถัง ไม่มีฝาปิด น้องเพชรอยู่ในท่าขาทั้ง 2 ข้างชี้ขึ้นเพดาน น้าเพชรตกใจรีบอุ้มน้องแพรตะโกนขอความช่วยเหลือจากข้างบ้าน สามีน้าเพชรกลับมาพบจึงรีบนำส่งคลินิกใกล้บ้านทันทีโดยรถมอเตอร์ไซด์ น้าเพชรและสามีไม่ได้ทำการปฐมพยาบาลเพราะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร
คลินิกใกล้บ้าน..แต่ไม่ใกล้ใจ..แพทย์ประจำคลินิกได้ดูอาการและบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก ให้พาไปโรงพยาบาลเพราะที่นี่ไม่มีเครื่องมือ แพทย์ไม่ได้ช่วยทำการปฐมพยาบาลแต่อย่างไร เมื่อไปถึงโรงพยาบาลแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินบอกว่าเด็กอาการหนัก มาช้า ช่วยไม่ได้ น้องแพรเสียชีวิตไปแล้วก่อนมาถึงโรงพยาบาล
แทน..จมน้ำตื้นๆข้างๆบ้าน
แทนอายุ 2 ปี ยายเป็นผู้ดูแลเวลากลางวันเพราะพ่อและแม่ต้องออกไปทำงาน วันนี้ป้าของแทนซึ่งอยู่บ้านข้างเคียงพาลูกของตนอายุใกล้เคียงกับแทนมานั่งเล่นที่บ้าน ยายของแทนไม่สบายกินยาแล้วหลับไป แทนกับลูกป้านั่งกินข้าวเล่นกันที่หน้าบ้าน สักพักทะเลาะกัน ป้าจึงพาลูกของตนกลับบ้านไป แม่แทนกลับบ้านมาจากขายของ มองหาแทนไม่เจอ เดินไปบ้านป้าถามหาแทน ป้าบอกว่าคงไปวิ่งเล่นที่บ้านญาติซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน แม่เดินตามหาแต่ไม่พบ พอดียายตื่นขึ้นมาแล้วชะโงกไปที่หน้าต่าง เห็นหลานนอนจมน้ำคว่ำหน้าในบ่อน้ำเล็กๆหลังบ้านซึ่งมีความลึกประมาณ 1 ฟุตเท่านั้น ยายเด็กตะโกนให้คนช่วย แม่รีบวิ่งไปอุ้มแทน ไม่ได้ทำการปฐมพยาลบาล แทนตัวอ่อนปวกเปียก คนข้างบ้านช่วยนำส่งโรงพยาบาล แพทย์ได้ทำการใส่ท่อช่วยหายใจแและปั๊มหัวใจ ก่อนย้ายเด็กเข้าห้อง ICU แพทย์บอกว่าเด็กสมองตายแล้ว จึงงดการช่วยชีวิตต่อไป
นิ้มกับทางเดินไปหาแม่..
นิ้มอายุ 4 ปีจะออกไปหาแม่ที่ขายของอยู่หน้าปากซอย ยายให้เด็กเดินออกไปก่อนแล้วตนเองจะตามไปที่หลัง ซึ่งปกติเด็กก็เดินไปเองเป็นประจำ หลังจากที่เด็กเดินออกไปสักพักยายเดินตามหลังไม่เห็นเด็ก พอมาถึงที่เกิดเหตุ เห็นรองเท้าของหลานตกอยู่ที่ทางเดินซึ่งเป็นสะพานยาวเลียบน้ำดังรูป บริวณนั้นมีตะไคร่เกาะอยู่ ยายตะโกนให้คนช่วย มีคนลงไปงมแต่ไม่พบเด็ก ต่อมาชาวบ้านช่วยแจ้งอาสาสมัครฉุกเฉิน ใส่ชุดประดาน้ำมางมแต่ก็ไม่พบ พอดีมีคนขับเรือผ่านมาแจ้งว่าพบศพเด็กแล้ว ลอยอยู่ห่างจากจุดที่เด็กตกไกลมาก
 ทางเดินที่น้องนิ้มอายุ 4 ปีเดินไปหาแม่ตามลำพังและพลัดตกน้ำ
การตายอันดับ 1 ของเด็กไทย..
"ลูก
..คือดวงใจของพ่อแม่" แต่
.เพียงคลาดสายตาชั่วประเดี๋ยว ดวงใจของพ่อแม่ก็ต้องแหลกสลาย ! เหตุเพราะลูกรัก
..จมน้ำตาย!!
.
กว่าสิบปีที่ผ่านมาน้ำตาของพ่อแม่คงท้วมท้นแทบจะเป็นดังสายน้ำที่พรากชีวิตของลูกน้อยไป เพราะ
สถิติการตายของเด็กที่ครองอันดับ 1 ในบรรดาสาเหตุจากอุบัติเหตุนั้น คือ
การจมน้ำตาย!!
การศึกษาในปี 2539 พบว่าเด็กไทยอายุ 1-14 ปีตายจากอุบัติเหตุและการบาดเจ็บถึง 4153 ราย ในจำนวนนี้การจมน้ำ (drowning) เป็นสาเหตุนำ พบว่ามีเด็กตายจากการจมน้ำซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางน้ำจำนวน 1404 ราย (ร้อยละ33.8) และเกี่ยวข้องกับการขนส่งทางน้ำ (water transport)อีกประมาณ.. 228 ราย (ร้อยละ 5.5) ในขณะที่มีรายงานการตายในเด็กกลุ่มดังกล่าวจากปอดอักเสบเพียง 492 ราย และ ท้องร่วง 169 ราย
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาสองประเทศคือสวีเดนและญี่ปุ่น พบว่าเด็กไทยมีความเสี่ยงสูงกว่ามาก ในกลุ่มอายุ 1-4 ปี เด็กชายไทยมีความเสี่ยงในการตายจากการจมน้ำสูงกว่าเด็กสวีเดน 7 เท่า และสูงกว่าเด็กญี่ปุ่น 3 เท่า ขณะที่เด็กหญิงไทยมีความเสี่ยงในการตายจากการจมน้ำสูงกว่าเด็กสวีเดน 8 เท่า และสูงกว่าเด็กญี่ปุ่น 3 เท่า อัตราการตายจากการจมน้ำของเด็กไทย 1-4ปีในปี 2539 นี้ มีค่าเท่ากับอัตราการตายจาการจมน้ำของเด็กสวีเดนปี 2503 คือประมาณ 20/100 000 ถ้าอัตราการตายนี้สามารถลดลงได้เท่ากับอัตราการตายจากการจมน้ำในเด็กสวีเดนปี 2539 แล้ว จำนวนการตายจะลดลง 429 ราย สำหรับกลุ่มอายุ 5-14 ปี พบความแตกต่างของความเสี่ยงจากการตายจากอุบัติเหตุและการบาดเจ็บอย่างมาก กล่าวคือ เด็กหญิงไทยมีความเสี่ยงในการตายจากการจมน้ำสูงกว่าเด็กสวีเดนถึง 43 เท่า และสูงกว่าเด็กญี่ปุ่นถึง 13 เท่า สาเหตุจมน้ำเกิดจากสิ่งแวดล้อมในบ้านและรอบบ้านไม่ปลอดภัย..
สาเหตุของการจมน้ำเกิดจากความไม่สนใจในการการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กให้ปลอดภัยเหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก จากผลการวิจัยพบว่าในเด็กเล็กร้อยละ 80 จะจมน้ำในแหล่งน้ำในบ้านหรือรอบๆบ้าน การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมดังกล่าวไม่ได้หมายถึงพ่อแม่เท่านั้น แต่ยังหมายถึงชุมชน องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานอื่นๆที่รับผิดชอบในการดูแลภูมิสถาปัตย์และการก่อสร้างต่างๆด้วย ชีวิตน้อยๆของลูกรักต้องจบสิ้นลงที่
คูน้ำหลังบ้าน
บ่อน้ำข้างบ้าน
คลองระบายน้ำ คลองบำบัดน้ำเสียข้างบ้าน หรือ สระว่ายน้ำ หรือแม้แต่ถังน้ำในบ้าน เพียงแค่หันมาล้างจาน , คุยโทรศัพท์ , หรืองีบหลับสักงีบ เมื่อรู้ตัวอีกที
. ลูกรักของคุณก็ต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ.
เด็กที่จมน้ำจะขาดอากาศหายใจ มีเวลาเพียง 4-5 นาทีที่สมองจะยังอยู่รอดปลอดภัย ถ้านานกว่านั้นจะเกิดภาวะสมองตายซึ่งไม่สามารถกลับฟื้นได้ ทำให้เสียชีวิตหรือพิกลพิการตลอดชีวิต เด็กจมน้ำหลายรายกว่าจะรู้ กว่าจะช่วยขึ้นจากน้ำได้ก็จะเสียชีวิตเสียแล้ว หลายรายสามารถช่วยขึ้นมาได้ทันเวลา แต่ ผู้ช่วยไม่รู้วิธีการปฏิบัติการกู้ชีพเบื้องต้นทำให้พลาดนาทีทองในการรักษาชีวิตเด็กไว้ บางรายให้การปฐมพยาบาลผิดวิธีเช่นนำขึ้นพาดบ่าวิ่งรอบสนาม หรือในบางศาสนาให้วางคว่ำลงบนกะทะขนาดใหญ่และกดแผ่นหลังให้หน้าท้องกดลงบนกะทะเพื่อรีดน้ำออกเป็นต้น
บางรายนำส่งคลินิกใกล้บ้านแต่ถูกปฏิเสธการช่วยเหลืออย่างนุ่มนวลด้วยเหตุผลที่ว่าที่นี่ไม่มีเครื่องมือให้รีบนำส่งโรงพยาบาลใหญ่ ..โดยไม่มีความพยายามที่จะช่วยเบื้องต้นเช่นเป่าปากหรือนวดหัวใจ ทั้งๆที่เป็นบุคลากรสายวิชาชีพทางการแพทย์โดยตรงและมีความรู้ที่จะกระทำได้
เด็กตายจากการจมน้ำเป็นสิ่งที่ครอบครัวและชุมชนต้องให้ความสนใจ เด็กจมน้ำไม่ใช่ความผิดจากพฤติกรรมที่ซุกซนของเด็ก พฤติกรรมเผลอเรอหรือความไม่ตระหนักในการเลี้ยงดูของพ่อแม่มีส่วนแต่ไม่ใช่ทั้งหมด เด็กจมน้ำต้องถูกเรียกร้องความรับผิดชอบจากชุมชนองค์กรท้องถิ่นในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัยโดยในชุมชน เด็กจมน้ำต้องโทษงผู้ให้บริการแพทย์ปฐมภูมิและการแพทย์ฉุกเฉินที่ไม่สามารถบรรลุถึงการสร้างความรู้แก่ประชาชนและการบริการฉุกเฉินที่มีคุณภาพ
พ่อแม่ได้แต่คร่ำครวญเจ็บปวดหัวใจ ในความประมาทปล่อยให้ลูกคลาดสายตา แต่..ความผิดนี้เป็นของพ่อแม่เท่านั้นหรือ!
.โศกนาฎกรรมนี้มิใช่เกิดจากความผิดของการบริหารจัดการสังคมหรอกหรือ
เหตุใด? บ่อน้ำส่วนใหญ่จึงไม่มีฝาเหล็กปิดกั้น เหตุใด? รอบๆสระน้ำ , คูคลอง จึงไม่มีรั้วกั้น เหตุใด? สะพานไม้ข้ามคู ข้ามเขื่อน จึงปล่อยให้ผุๆพังๆ และปราศจากราวกั้น เหตุใด? เด็กที่ยากจนจึงไม่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษเพื่อให้มีโอกาสอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยมากขึ้น เหตุใด? คุณหมอทั้งหลายจึงไม่ได้แนะนำความเสี่ยงต่อการจมน้ำแก่พ่อแม่เมื่อรับบริการการตรวจสุขภาพ เหตุใด? บรรดาคลินิกแพทย์ใกล้บ้านคุณทั้งหลายมักจะ "บอกปัดให้คุณไปโรงพยาบาลโดยไม่ได้ช่วยเหลือเบื้องต้นอะไรเลย" เมื่อคุณแบกร่างที่โชกน้ำไร้สติของลูกรักเพื่อขอความช่วยเหลือ
สิทธิเด็กที่สำคัญข้อหนึ่งคือเด็กต้องมีเสรีในการเรียนรู้และอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ทุกคนใช่หรือไม่ที่ต้องสร้างความปลอดภัยให้กับเด็ก
ความโศกเศร้าร้าวรานในครั้งนี้
.มีใคร? หน่วยงานใด? คิดถึงชีวิตของเด็กน้อยไร้เดียงสา
.มีใคร? ..หน่วยงานใด? คิดถึงหัวจิตหัวใจของพ่อแม่ยามที่กำลังจะย่อยยับ
. |